Britney Vs Spears (2021)

Britney-Vs-Spears (2021)

Britney Vs Spears กลับมาอีกครั้งกับการรีวิวสารคดีกันบ้าง วันนี้มาในสารคดีจาก เว็บดูหนัง Netflix กับ Britney vs Spears ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของ Britney ศิลปินที่เป็นไอคอนนิคที่สุดของยุค และทั้งโลกรู้จักเธอดี มีผลงานเพลง การแสดงมากมาย เปิดคอนเสิร์ตทั่วโลก มีแฟนคลับอย่างล้นหลาม โดยบริทนีย์ได้เริ่มปล่อยเพลงตั้งแต่ 1998  ไม่ว่าจะเป็นเพลงสุดฮิตทั่วโลกอย่าง  Toxic,  …Baby one more time, Sometimes, Circus, Oops! ,I did it again และเพลงอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน โด่งดังและได้ชื่อว่าเป็น “American Sweetheart” เลยทีเดียว

Britney-Vs-Spears

Britney vs Spears เป็นผลงานการกำกับของ Erin Lee Carr ผู้กำกับหนัง สารคดี Documentary ที่มีผลงานมากมายไม่ว่าจะเป็น สารคดีชุด Dirty Money ที่ฉายไปบน Netflix เมื่อปี 2018 ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานเข้มข้นถึงขั้น หรือจะเป็น Thought Crimes: The Case ของ Cannibal Cop , Mommy Dead and Dearest และนอกจากนี้ยังมีผลงานอื่นๆอีกให้คุณผู้ชมได้ไปติดตามผลงานเธอต่อ ที่น่าสนใจคือในสารคดี Britney vs Spears

สารคดีเริ่มต้นด้วยฟุตเทจของบริทนีย์ในวัย 8 ขวบที่กำลังร้องเพลงอยู่ พร้อมกับเสียงบรรยายที่บอกว่าแม่ของเธอเชื่อว่าเธอร้องเพลงได้ และมันเป็นสิ่งที่เธออยากทำมาตลอด การที่เธอขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกมันไม่ใช่แค่โชคแต่เป็นฝีมือและความทุ่มเทระดับนักกีฬาโอลิมปิกจริงๆ ถึงสามารถก้าวเข้าสู่วงการได้ เมื่อเธอดังเป็นพลุแตก เธอก็เสียการควบคุมหนักขึ้นเรื่อยๆ และเห็นได้ชัดว่าช่วงนั้นเธอกำลังเจอวิกฤต สารคดีนำฟุตเทจขณะที่เธอโด่งดังและมีนักข่าวรุมทึ้งขอสัมภาษณ์และถ่ายรูป รวมถึงสมาชิกครอบครัวของเธอที่ด่าดำคร่ำเครียดเวลานักข่าวถามถึงความเป็นอยู่และอิสรภาพของบริทนีย์ ความสูญเสียของนักร้องสาว มันเริ่มจากการถูกคนอื่นควบคุมชีวิต การเงินและธุรกิจของตัวเองชั่วคราว จนเป็นการควบคุมอย่างถาวร ฝั่งครอบครัวรู้สึกว่าต้องทำเพื่อปกป้องบริทนีย์ แต่เธอกลายเป็นคนไม่มีอิสรภาพ เธอไม่มีสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ เธอเขียนเช็คหรือมีบัตรเครดิตไม่ได้ ถ้าหากเธอทำตัวไม่ดี เธอจะเสียสิทธิในการดูแลลูกๆ ไป มีหลายคนพยายามที่จะเข้ามาช่วยเหลือให้เธอได้รับอิสรภาพแต่กลับต้องเจออุปสรรคมากมายและได้รับผลกระทบกับชีวิตอย่างหนัก บริทนีย์ให้สัมภาษณ์กับสื่อ “ฉันแค่อยากได้ชีวิตตัวเองคืน ฉันโดนปล้นชีวิตไป 13 ปี มันนานพอแล้ว” 

ฤดูใบไม้ร่วงปี 2019 อีรินเริ่มทำหนังเกี่ยวกับบริทนีย์ สเปียร์ส ร่วมกับนักข่าว เจนนี่ เอลิสคิว หนังเรื่องนี้จะเกี่ยวกับความเป็นศิลปินและภาพลักษณ์ของเธอในสื่อ แต่เรื่องนี้จะเกี่ยวกับอำนาจและการควบคุมด้วย เต็มไปด้วยแผนสมรู้ร่วมคิดและข่าวลือ และไม่เคยมีใครยอมพูด ตอยอีรืนอายุ 10 เธอเห็นบริทนีย์บนจอทีวี เธอจำได้ว่าหยิบซีดีแผ่นนึงที่มีรูแดอกไม้ อัมบั้ม “…เบบี้วันมอร์ไทม์” เธอหมกมุ่นกับมันมากๆ ในวัย 16 ปี บริทนีย์ก็เป็นปรากฏการณ์และไม่ได้ดังชั่ววูบแล้วหายไป จากปี 1998 ถึงปี 2003 เธอมียอดขายกว่า 73 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก ปี 2004 เธอคือศิลปินหญิงที่ขายดีที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค มีเพลงฮิตติดๆ กัน คนทั่วโลกคลั่งไคล้เธอ แต่แล้วจู่ๆ บริทนีย์ก็เลิกทำงานเพลง เธอหลงรักแบ็คอัพแดนเซอร์ที่ชื่อ เควิน เฟเดอร์ไลน์ บริทนีย์ขอเควินแต่งงานในเที่ยวบินข้ามแอตแลนติกครั้งหนึ่ง พวกเขาแต่งงานและมีลูกทันทีสองคน แต่สองปีต่อมา ชีวิตคู่ก็จบลง บริทนีย์เป็นคนฟ้องหย่า และเธอจะกลับมาเปิดการแสดงอีกครั้ง แต่สิ่งที่ดูเหมือนจุดเริ่มต้นการกลับมาคุมชีวิตตัวเองนั้น ที่จริงคือจุดจบ หลังจากนั้นเธอก็รักๆ เลิกๆ กับหนุ่มนอกวงการหลายคน ข่าวเสียหายมีมากขึ้น ทำให้พ่อและแม่เข้ามาเป็นผู้จัดการและร่างสัญญาที่ครอบครองเงินทั้งหมดที่เธอหามา นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของศึกระหว่างบริทนีย์และตระกูลสเปียร์ส

Britney & Spears ได้ทำให้เราเห็นถึงช่องโหว่ของกฎหมายและความน่าสะพรึงกลัวของการใช้กฎหมายในการทำให้คนคนหนึ่งสูญเสียอิสรภาพในการดูแลและตัดสินใจเพื่อชีวิตตัวเองซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของความเป็นมนุษย์  หลายๆคนอาจจะเห็นบริทนีย์ในมุมของอื่นๆที่ปรากฎในสื่อมามากมาย ทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่ในสารคดี Netflix นี้ เผยอีกด้านนึงของเรื่องราวทั้งหมดในชีวิตของบริทนีย์กับการถูกพ่อแท้ๆ “James Spears” พรากชีวิตของเธอไปถึง 13 ปี ด้วยการอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ในการให้ตัวเองเป็น “ผู้พิทักษ์ชีวิต” หรือ “Guardian” ที่เอาทั้งสิทธิ์ ทรัพย์สิน ชีวิตของบริทนีย์ไปควบคุม จัดการ บริหารเองทุกอย่าง เรียกได้ว่าใช้เธอเป็นเครื่องจักรผลิตเงิน เพราะบริทนีย์ในช่วงเวลานั้นก็แทบจะถึงจุดพีคสูงสุดไม่ว่าจะหยิบจะจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด แต่เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดคือ การที่เป็นคนในครอบครัวตัวเอง เป็นพ่อแท้ๆของตัวเอง มาทำเรื่องแบบนี้กับบริทนีย์เอง