Dick Johnson Is Dead | ดิค จอห์นสัน วันลาตาย (2020)

Dick-Johnson-Is-Dead (2020)

Dick Johnson Is Dead สวัสดีค่าชาวคอหนังทุกท่าน วันนี้เรามีหนึ่งในผลงานน่าดูของ เว็บดูหนัง NETFLIX เรื่อง Dick Johnson Is Dead เมื่อผู้กำกับกลัวพ่อวัย 86 ปีจะต้องจากไป เธอเลยจับพ่อมาถ่ายหนังจำลอง กับ 108 วิธีที่พ่อจะตายจากโลกนี้ไป

Dick-Johnson-Is-Dead

ผู้กำกับ Kirsten Johnson ผู้ทำ สารคดี Documentary Dick Johnson is Dead เพราะเหตุผลสั้นๆ พ่อของเธอกำลังจะตาย ความตายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การหมดลมหายใจ แต่พ่อของเคียร์สเตนยังป่วยเป็นอัลไซเมอร์ โรคที่แม่ของเธอเคยเป็นเมื่อหลายปีก่อน การเห็นแม่ค่อยๆ หลงลืมทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งชื่อลูก จนสุดท้ายก็จากไปด้วยอุบัติเหตุอย่างน่าเศร้าสร้างรอยแผลในใจของเธอ แน่นอนว่าเมื่อ Dick Johnson พ่อของเธอเริ่มมีอาการคล้ายกับแม่ เคียร์สเตนจึงย้ายเขาจากบ้านในเมืองซีแอตเทิลมาอยู่นิวยอร์กด้วยกันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำ และไหนๆ พ่อก็จะย้ายมาอยู่ด้วยกัน เคียร์สเตนจึงให้เขามาเป็นดาราในหนังเรื่องใหม่ของเธอด้วยซะเลย

“วันหนึ่งฉันเดินเข้าไปหาพ่อแล้วบอกเขาว่า พ่อคะ หนูเพิ่งฝันประหลาด และมันให้ไอเดียประหลาดนี่กับหนู หนูว่าเราสามารถสร้างหนังว่าด้วยการตายของพ่อในนั้นโดยใช้สตันท์แมน พ่อจะเจออุบัติเหตุที่บ้าบอ มันจะตลกมาก และพ่อสามารถคืนชีพกลับมาได้เสมอ และเราจะสร้างสถานการณ์แบบนี้เรื่อยๆ ถ่ายทำไปจนกระทั่งพ่อไม่อยู่จริงๆ” เคียร์สเตนให้สัมภาษณ์กับ Decider “พ่อฉันหัวเราะ แล้วบอกว่า ‘เอาสิ!’ เมื่อพ่อเซย์เยสเพราะความอยากสนุกล้วนๆ การถ่ายทำหนังว่าด้วยการตายจากอุบัติเหตุหลายแบบ ทั้งแอร์ตกใส่หัวขณะเดินผ่านตึก ตกบันได เดินผ่านเขตก่อสร้างแล้วโดนไม้ฟาด ฯลฯ ก็เริ่มต้นขึ้น เพียงเพราะเหตุผลสั้นๆ คือดิค จอห์นสัน กำลังจะตาย เคียร์สเตนทำใจไม่ได้ เธอจึงอยากปลุกพ่อให้ฟื้นคืนชีพซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทำให้เขามีชีวิตอยู่ตลอดไปผ่านสารคดีของเธอ

“มันคือประสบการณ์ที่ภาพยนตร์จะให้ได้ มีเรื่องจริงและเรื่องที่ยังไม่จริงผสมกัน คุณจะเรียกว่ามันเป็นสารคดี เรื่องแต่ง จะเรียกว่ามันเป็นแค่ภาพมโน หรือหลักฐานของเหตุการณ์จริงก็ได้” เคียร์สเตนผู้เคยกำกับสารคดีรางวัลดังอย่าง Cameraperson (2016) เล่าถึงเสน่ห์ของศาสตร์ภาพยนตร์ที่ปรากฏชัดเจนมากขึ้นในหนังเรื่องล่าสุดของเธอ สารคดีรางวัลซันแดนซ์เรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ฉากการตายแบบต่างๆ ของดิคเพียงเท่านั้น แต่เคียร์สเตนยังพาคนดูไปดูกระบวนการเบื้องหลังอย่างละเอียด ตั้งแต่วางแผนถ่าย คุยกับสตันท์แมนที่จะมาแสดงแทนพ่อในฉากตาย แม้กระทั่งตอนเธออัดเสียงประกอบในห้องเก็บของ ตัดสลับกับซีนชีวิตประจำวันของสองพ่อลูกที่เรียกรอยยิ้มเราได้จนแก้มปริ ดิค จอห์นสัน ไม่ต่างจากคนวัยไม้ใกล้ฝั่งทั่วไปที่คิดอะไรก็พูดออกมาอย่างนั้น แม้เขาเปรียบตัวเองเป็น ‘น้องชายตัวป่วน’ ที่เคียร์สเตนต้องรับผิดชอบชีวิต แต่ดิคไม่ใช่คนแก่ขี้โวยวาย อันที่จริงเขาคือพ่อที่หลายคนฝันอยากจะมีด้วยซ้ำ ดิคที่เราเห็นในหนังนั้นอบอุ่น รักครอบครัว ให้อิสระกับลูก (ครอบครัวจอห์นสันนับถือศาสนาคริสต์นิกาย Adventist ซึ่งเคร่งเรื่องข้อห้ามกินเหล้า ห้ามดูหนัง แต่ดิคพาเคียร์สเตนเข้าโรงหนังตั้งแต่ยังเด็ก และจุดประกายการเป็นผู้กำกับของเธอนับแต่นั้น) และเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นอัลไซเมอร์ ดิคยอมทิ้งบ้านที่อยู่มาทั้งชีวิตเพื่อแลกกับการได้อยู่กับลูกสาว นั่นแสดงให้เห็นว่าความรักที่เขามีต่อลูกสาวยิ่งใหญ่แค่ไหน

โดยสารคดีเรื่องนี้ได้รางวัล Special Jury Award for Innovation in Non-fiction Storytelling จาก เทศกาลหนัง ซันแดนซ์ปี 2020 เป็นสารคดีที่ตลก อบอุ่นใจ และทำให้ตระหนักว่าการจากลามาในจังหวะที่เราไม่ได้ตั้งตัวได้เสมอ คือสิ่งที่เราได้จากการดูสารคดีเรื่องนี้ ดิค จอห์นสันไม่ได้สั่งสอนเราว่าควรใช้ชีวิตยังไง เขาแค่สนุกสนานในช่วงหนึ่งของชีวิตอย่างเต็มที่ ได้รักอย่างเต็มใจในเวลาอันจำกัด ได้กอบเก็บความทรงจำดีๆ ในช่วงที่สมองยังพอจดจำได้