Spiderhead | สไปเดอร์เฮด (2022)

Spiderhead (2022)

หลังจากที่เพิ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการทำหนังภาคต่อบินโฉบเฉี่ยวกวาดเงินในโรงหนังอยู่ตอนนี้ ผู้กำกับ “โจเฟซ โคซินสกี้” ก็ตามมาด้วยผลงาน หนังชนโรง เรื่องใหม่ของเขาที่ปรับโหมดไปจากเดิมไม่น้อยทีเดียวใน “Spiderhead” ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ที่ถ่ายทอดออกมาด้วยเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างถ้าไม่ชอบก็คือเกลียดไปเลย

Spiderhead

Spiderhead ภาพยนตร์แนว ระทึกขวัญ Thriller เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ในเรือนจำสุดล้ำสมัยที่บริหารงานโดย สตีฟ แอ็บเนสตี ผู้มีวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลม ผู้ต้องขังจะต้องสวมอุปกรณ์ศัลยกรรมติดอยู่กับตัวเพื่อให้สามารถรับยาเปลี่ยนจิตใจได้แลกกับการได้ลดหย่อนโทษ ที่นี่ไม่มีลูกกรง ไม่มีการคุมขัง และไม่มีชุดนักโทษสีส้ม ภายในสไปเดอร์เฮด อาสาสมัครผู้ถูกจองจำมีอิสระที่จะเป็นตัวของตัวเองเสมอ จนกระทั่งถึงเวลาที่อาจไม่มีอิสระอีกต่อไป บางครั้งก็เป็นตัวเองในแบบที่ดีกว่า อยากผ่อนคลายใช่ไหม ที่นี่มียาช่วยได้ พูดไม่ออกเหรอ มียาที่ช่วยได้ด้วยเหมือนกัน แต่เมื่อ 2 นักโทษ เจฟฟ์ และ ลิซซี่ สร้างสายสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันมากขึ้น เส้นทางสู่การไถ่โทษจึงกลับพลิกผันยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่การทดลองของแอ็บเนสตีก็เริ่มไปไกลเกินขอบเขตของเจตจำนงเสรี

เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นแนวดิสโทเปียของ “จอร์จ ซานเดอร์” ที่ตีพิมพ์ใน The New Yorker ที่ได้ “เรตต์ รีส” กับ “พอล เวอร์นิค” 2 นักเขียนจาก Deadpool มาช่วยขยายความให้ แบบว่าให้พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ Spiderhead มีคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ภายในโครงสร้างนั้นก็เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานในความคิดของตัวเองอยู่มาก ออกมาเป็นหนังระทึกขวัญไซไฟที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำ หนังใส่ความดิสโทเปียตามแบบต้นฉบับของบทความมาด้วย แน่นอนว่าเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยากมากที่จะทำหนังออกมาอย่างไรให้เรียกความสนใจผู้ชมได้ ต้องสารภาพว่าช่วงครึ่งแรกของหนังที่เป็นการปูเรื่องนั้นค่อนข้างน่าเบื่อ หนังพยายามยัดใส่ข้อมูลต่าง ๆ ในแนวทางการทดลองเข้ามาให้คนดูแบบที่ไม่ได้วางพื้นฐานใด ๆ มาก่อน จึงเป็นองค์ประกอบที่ผู้ชมอาจจะไม่ได้รู้สึกอินกับส่วนนี้ได้สักเท่าไหร่

แต่กระนั้นหนังในช่วงครึ่งหลังถือว่าดูดีขึ้นมาหน่อย หลังจากที่ได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องและจุดเครื่องเรื่องราวของหนังขึ้นมาพอได้แล้ว จังหวะการเล่าเรื่องและอารมณ์ระหว่างตัวหนังกับคนดูก็เริ่มที่จะส่งเสริมขึ้นมาหน่อย แม้ว่าจะยังไม่ใช่จุดที่อุดรอยรั่วของหนังที่สมบูรณ์แบบขึ้นแต่อย่างใด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว Spiderhead ก็ยังไม่สามารถกระเทาะเปลือก และนำพาผู้ชมไปถึงจุดปลายทางที่ยังทำได้ไม่ถึง ทีมนักแสดงทุกคนต่างรับหน้าที่ของพวกเขาได้ด้วยดี พวกเขาเข้าถึงบทบาทได้อย่างถึงกี๋น “ไมล์ส เทลเลอร์” เฉิดฉายไปด้วยเสน่ห์ที่น่าค้นหา ในขณะที่ “คริส เฮมสเวิร์ธ” ก็พยายามพลิกคาแรกเตอร์ของตัวเองในรูปแบบใหม่ ๆ เช่นเดียวกับ “เจอร์นี สมอลเล็ตต์-เบลล์” ก็ถ่ายทอดออกมาได้ดี แม้ว่าโดยรวมบทบาทของแต่ละคนนั้น ยังถูกนำเสนอมาแค่เพียงระดับผิวเผินเท่านั้น ทั้งที่สามารถขยี้ไปให้ได้สุดได้กว่านี้

โดยรวม งานภาพของ หนังใหม่2022 เรื่องนี้ สำหรับเราคือธรรมดาตามมาตรฐานทั่วไป ภาพสวย โทนสีภาพก็ดี แต่ไม่ได้ดีงามจนน่าจดจำ ส่วนด้านงานโปรดักชั่นก็ถือว่าใช้ได้ และคาดเดาว่าอาจจะเป็นหนังที่ทุนไม่สูงมากนัก ซึ่งทำได้ขนาดนี้ถือว่าดีมากแล้ว การเซ็ตฉากต่างๆ เสื้อผ้าหน้าผม ทำออกมาได้ดี การตัดต่อ ดนตรีประกอบ การลำดับเสียงก็ทำออกมาได้ดีเช่นกัน สรุปง่ายๆคือ มีดีหลายอย่างแต่มาพลาดเรื่องบทและการดำเนินเรื่อง และจุดนี้ก็เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของหนังเลย แต่มันยังไม่น่าติดตามเท่าที่ควร สำหรับเรื่องนี้มันเป็นหนังที่ไม่เหมาะกับทุกคน เหมาะกับคนที่ชอบดูที่หนังดำเนินเรื่องไปแบบช้าๆ ใครที่เป็นสายเดินเรื่องไวๆ ชอบแอ็คชั่นนี่เราไม่แนะนำเลย ท้ายสุดนี้เราขอให้คะแนนภาพยนตร์เรื่อง Spiderhead (สไปเดอร์เฮด) ไว้ที่ 5.5/10 คะแนนค่ะ