Escape The Undertaker | หนีดิอันเดอร์เทเกอร์ (2021)

Escape-The-Undertaker (2021)

Escape The Undertaker  สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีภาพยนตร์จาก เว็บดูหนัง มาสปอยและรีวิวให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ เรื่อง Escape The Undertaker ของค่าย WWE Studios เป็นหนัง Interactive ที่ให้ผู้ชมร่วมตัดสินใจเนื้อหาของหนังว่าจะให้ดำเนินเรื่องไปทิศทางไหน เหมือนประหนึ่งแสดงนำในหนังเอง หวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะผู้ใจผู้อ่านหลายๆคนนะคะ

Escape-The-Undertaker

Escape The Undertaker เป็นหนังแนว ระทึกขวัญ Thriller เรื่องราวของ “ดิอันเดอร์เทเกอร์” ได้วางกับดักสำหรับแท็กทีมตกแต่ง เดอะนิวเดย์ ที่คฤหาสน์ของเขา สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ คฤหาสน์ของ ดิอันเดอร์เทเกอร์ คือ บ้านผีสิงสุดโต่ง เต็มไปด้วยความท้าทายเหนือธรรมชาติ ผู้ชมจะต้องตัดสินชะตากรรมของวิญญาณผู้น่าสงสารทั้งสาม ที่พยายามเอาชีวิตรอดจากความโกรธของสัปเหร่อ จอห์น สไควร์ แห่ง Bloody Disgusting

เริ่มเรื่อง ก็มีชายคนหนึ่งเขา ได้ใช้เวลาทั้งชีวิตศึกษาหัวใจที่มืดมิดของเขา และค้นพบพลังที่ผิดธรรมชาติมากมาย แต่นั่นทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเขาได้ และเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมวยปล้ำ ที่เขานั้นได้รอดตายจากปาฏิหาริย์ และนั่นทำให้ทุกคนคิดว่าเขามีพลังงานบางอย่างเหนือกว่าเขามากมาย ทุกคนต่างมองว่าเขาคือปีศาจ ซึ่งเวลาเขาต่อสู้ กับนักมวยปล้ำท่านอื่น บนเวทีนั้นก็จะมืดมิดและมีสายฟ้าผ่าลงมา ของที่พกมาด้วยก็จะมีโหลใบนึงกับโรงหนึ่งโรง ซึ่งทุกคนคิดว่าทำไมเขาถึงตายอยากขนาดนี้ ตัดภาพมาที่ชายหนุ่มสามคน กำลังไปที่บ้านของ อันเดอร์เทคเกอร์ ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาไม่รู้ว่า อันเดอร์เทคเกอร์นั้นกำลังมองพวกเขาผ่านจอ กล้องวงจรปิดของเขาอยู่ และมีชายคนหนึงได้ไปกวนประสาทเขา ชายทั้งสามคนมีชื่อว่า มันเสวีย วู้ดและบิ๊กอี และนั่นทำให้อันเดอร์เทคเกอร์ได้ไปดูประวัติของสามคนนั้น ซึ่ง เขาก็รู้ว่าสามคนนี้เป็นนักมวยปล้ำเช่นกัน และนั่นก็ทำให้โล่ของเขามีแสงพลังงานบางอย่างที่จะให้ทั้งสามคนเข้าไปในบ้าน เมื่อทั้งสามเข้ามาในบ้านแล้ว ก่อเกิดความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ซึ่งภายในบ้านนั้นมีแต่ความน่ากลัว แต่นั่นก็ ทำให้ชายคนหนึ่งได้เจอกับรูปภาพที่น่าหวาดกลัวมากที่สุด และเขาก็ได้ลองเอานิ้วไปจับมัน และยูจูเขาก็เอาแก้วมาฟังเสียงจากในภาพจากนั้นก็ทำให้แก้วนั้นแตก

ต่อมาพวกเขาก็พบกับความประหลาดใจซึ่งพวกเขาก็ได้ถกเถียงกันว่าเป็นภาพสัญลักษณ์เดียวกันกับพระเจ้า และนั่นทำให้เพื่อนของเขารู้สึกไม่ดี และเขาต้องการจิตวิญญาณของเขาคืน และเมื่อพวกเขาเดินออกมาจากห้องที่ลึกลับแล้วเขาก็มาพบกับรูปภาพที่มันน่ากลัว แต่นั้นพวกเขาก็ไม่ได้สนใจจนไปอีกห้องหนึ่งเป็นห้องที่มีของอยู่ทั้งหมด และพวกเขากำลังจะขโมยมัน แต่ในห้องนี้มีทั้งหัวกะโหลกมีทั้งงูมีทั้งสิ่งของที่น่ากลัวหลายๆอย่าง และนั่นทำให้เขาพบกับสมุดเล่มหนึ่งซึ่งมีของบางอย่างอยู่ในสมุดเล่มนี้ และนั่นคือขวดยา ชนิดหนึ่งซึ่งเขาไม่รู้ว่ามันเป็นยาอะไร แต่นั้นพวกเขาก็ไม่ได้สนใจแต่สิ่งที่อยู่ข้างบนกำลังขยับเขยื้อนอย่าง น่าทึ่ง พวกเขาทั้งสองจึงได้พิสูจน์อะไรบางอย่างแต่นั่นก็ทำให้ เขารู้ว่าเพื่อนของเขาอีกคนนึงหายไป และนั่นก็ทำให้พวกเขาทั้งสองคิดว่าเพื่อนของเขาอาจจะลงไปชั้นด้านล่างแต่แล้ว พวกเขาก็ยังไม่รับความพยายามเพื่อที่จะขึ้นไปดูของที่ชั้นบน แต่นั่นก็ทำให้พบกับความหายนะ ซึ่งเพื่อนคนที่อยู่ข้างบนนั้นถูกจระเข้งับจนมือขาดจนทำให้พวกเขานั้น ตกใจเป็นอย่างมาก ตัดมาที่พวกเขาเจอเพื่อนแล้ว ข่าวได้พบกับโหลและกุญแจที่อยู่กับเพื่อนของเขา แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อ อันเดอร์เทคเกอร์กำลังจะทำพิธีกรรมที่จะเสร็จสมบูรณ์เร็วๆนี้ แต่แล้วพวกเขาก็ได้ลงไปชั้นใต้ดิน ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด แต่นั่นทำให้เขาได้เกิดการต่อสู้กัน และพวกเขาก็ได้กุญแจมาสามอัน พวกเขาคิดว่าพวกเขาจะได้ออกจากที่นี่ แต่แล้วความจริงคือไม่ใช่ พวกเขาได้หายไปกับโหลใบนั้น หลังจากนั้นพวกเขาก็ต่อสู้กันและทำให้พวกเขานั้นรอดออกมาจากบ้านหลังนั้นได้อย่างปลอดภัย

เป็นการดำเนินเรื่องแบบแปลกใหม่ไม่ค่อยซ้ำใคร เป็นหนังแบบ Interactive อินเทอร์แอคทีฟจาก Netflix ที่ให้ผู้ชมสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้เนื้อเรื่องดำเนินไปทางไหน คำถามแรกก็จะถามว่า คนดูพร้อมจะเผชิญอุปสรรคเพื่อครอบครองโกศไหม เลือกตอบได้ว่าพร้อมเผชิญอุปสรรค หรือไม่ไหว…กลัว ซึ่งแต่ละคำตอบหนังก็จะดำเนินเรื่องที่ต่างกัน โดยทั้งเรื่องมีคำถามประมาณ 4-5 คำถาม จะว่าสนุกไหมอันนี้ก็ไม่รู้นะ เป็นความชอบส่วนบุคคล แต่เชื่อว่าหลายคนน่าจะชอบเพราะว่า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมกันอยู่ ได้เลือกว่าอยากให้เรื่องไปทางไหนค่ะ

Okja | โอคจา (2017)

 

Okja (2017)

Okja (อ่านว่า โอค-จา ไม่ใช่ โอ-เค-จ้า) เป็นหนังของ เว็บหนังHD Netflix กำกับโดยผู้กำกับเกาหลี Joon-ho Bong (จาก Snowpiercer) หนังมีพูดทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเกาหลี โดยมีนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังมาร่วมวงอย่างคับคั่ง ได้แก่ Tilda Swinton, Paul Dano, Steven Yeun, Lily Collins และ Jake Gyllenhaal (รวมถึงอาตี๋หล่อนักเบสบอลจาก Train to Busan ด้วย)

Okja2

Okja ภาพยนตร์แนว ผจญภัย Adventure ดราม่า Drama เรื่องย่อ ลูซี่ มิแรนโด (ทิลด้า สวินตัน) ซีอีโอสาวแห่งมิแรนโด คอร์ปอเรชั่น ค้นหาแนวทางในการแก้ปัญหาอาหารขาดแคลนในชีวิตจริงที่เหมือนนวนิยายวิทยาศาสตร์นี้ ทีมของเธอได้ออกแบบการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมของซุปเปอร์หมู สัตว์ประหลาดหนึ่งเดียวที่น่าจะทำให้พวกเขาเสียเวลาน้อยที่สุด แล้วหมดเปลืองกับการให้อาหารน้อยที่สุด แถมมันยังรสชาติโคตรสุดยอดอีกด้วย สิ่งมหัศจรรย์นั้นคือ โอคจา สัตว์ประหลาดที่เติบโตขึ้นมาภายใต้การเลี้ยงดูของชาวนาคนหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้ ที่ซึ่งมันจะทำให้เราได้พบกับหนูน้อย มีจา (อันซอฮยอน) เด็กสาวผู้ผูกพันกับ โอคจา เธอต้องเริ่มออกเดินทางเพื่อภารกิจปกป้องเพื่อนรักของเธอ เมื่อ มิแรนโด คอร์ป เกิดอยากจะครอบครองสัตว์ประหลาดยักษ์ตัวนี้ขึ้นมา

หนังเริ่มต้นด้วยโครงการของบริษัทมิรานโด ที่ซึ่งลูซี่ (Tilda Swinton) เป็น CEO ในปัจจุบัน เธอเห็นว่าผู้บริโภคต่อต้านอาหารที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) จึงคิดค้นโปรเจ็กต์ที่จะสร้างภาพลวงตาผู้บริโภคขึ้นมา โดยอ้างว่าบริษัทตอนนี้มีหมูพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นหมูยักษ์ บริษัทได้ส่งหมูยักษ์ 26 ตัวไปให้คนเลี้ยงหมูทั่วโลก เพื่อให้พวกเขาเลี้ยงดูหมูยักษ์เป็นเวลา 10 ปี ภาพตัดมาที่ 10 ปีต่อมา ในชนบทประเทศเกาหลีใต้ เราได้รู้จักกับมีจา (Seo-hyun Ahn) เด็กหญิงที่อาศัยอยู่กับปู่ของเธอท่ามกลางธรรมชาติ พวกเขาได้เลี้ยงดูโอคจา หมูยักษ์ที่บริษัทมิรานโดให้มานั่นละ มีจากับโอคจาอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่มีจาอายุเพียง 4 ขวบ ถือเป็นเพื่อนสนิทคนสำคัญเลย แต่แล้วมีจาก็ต้องเจอเรื่องช็อก เมื่อจู่ๆ ตัวแทนจากบริษัทมิรานดา สาขาเกาหลีใต้ก็มาขอตัวโอคจาคืนตามกำหนดการ มีจาเข้าใจมาตลอดว่าปู่ของเธอซื้อโอคจามาจากบริษัทมิรานดาแล้ว ก็ไม่พอใจอย่างมาก เธอจึงตัดสินใจคว้าเงินเก็บแล้วออกเดินทางไปกรุงโซล เพื่อตามโอคจากลับมา ก่อนที่โอคจาจะถูกส่งตัวไปนิวยอร์ก เพื่อเข้าการประกวดหมูยักษ์ที่จัดโดยบริษัทมิรานดา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีให้บริษัท

หนังมีความยาวประมาณ 2 ชั่วโมง รวม End Credit นิดหน่อย ซึ่ง 2 ชั่วโมงนี้ดูเพลินมากถึงมากที่สุด ไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกว่าน่าเบื่อเลยอะสำหรับเรา ตอนแรกเราคิดว่าหนังจะดูยาก ตามสไตล์หนังรางวัล แต่ปรากฏว่าหนังเสพง่ายมาก แม้ว่าประเด็นที่เล่นจะละเอียดละอ่อนและซีเรียส แต่หนังก็ผสมมันลงไปในเส้นเรื่องได้อย่างกลมกลืน ทำให้ระหว่างดูเราก็เอาใจช่วยให้มีจาสามารถทำภารกิจสำเร็จ นอกเหนือไปกว่านั้น หนังก็ทำให้เราทึ่งกับตัวมีจาในหลายๆ ตอน ทำให้เห็นว่าเด็กจากชนบทไม่ได้ปวกเปียกนะ เอาเข้าจริงมีจามีไหวพริบดีมาก เอาตัวรอดเก่ง และกล้าได้กล้าเสี่ยงสุดๆ ฉากที่เราชอบคือฉากปีนรถบรรทุกลอดอุโมงค์ ตรงนั้นคือร้องโหวววเลย

ในฝั่งของซีจีตัวโอคจานั้นทำได้เนียนมาก เหมือนมีตัวตนอยู่จริงๆ ส่วนฉากที่เราชอบคือชนบทบ้านเกิดของมีจา ที่ดูเขียวขจีรอบทิศรอบทาง เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่แปลกใจว่าทำไมโอคจาถึงได้ตัวใหญ่กว่าเพื่อนๆ คงเพราะถูกเลี้ยงดูตามธรรมชาติ ได้วิ่งเล่นในที่กว้าง สูดอากาศบริสุทธิ์ สรุปความรู้สึกของเรา เราดูแล้วเราได้ฟีลเหมือนดู Pete’s Dragon ผสมองค์บาก ดูสนุก บันเทิง หรรษา ครบรส หลากอารมณ์ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ไม่มีเบื่อ (แต่ก็มีฉากรุนแรงบ้างเล็กน้อย เด็กกับคนรักสัตว์อาจมีสะเทือนใจบ้างนิดหน่อย เรานี่บางฉากใจจะขาด) หนังเรื่องนี้จึงถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่สมาชิกในครอบครัวหรือผองเพื่อนจะเปิด Netflix ที่บ้าน และ enjoy watching ร่วมกันค่ะ

Nate Bargatze The Greatest Average American | เนต บาร์กัตซี ปุถุชนอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด (2021)

Nate-Bargatze-The-Greatest-Average-American (2021)

Nate Bargatze The Greatest Average American คนไทยเองอาจจะรู้จักการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนจาก โน้ต อุดม แต้พานิชย์ ซึ่งหลายคนก็เข้าใจว่า เดี่ยวไมโครโฟนเท่ากับ โน้ต อุดม เพราะในประเทศไทยแทบจะไม่มีใครที่ทำอาชีพเดี่ยวไมโครโฟนแล้วโด่งดังได้เท่าเขา แต่ในต่างประเทศอาชีพนี้ฮิตกันเป็นอย่างมาก และวันนี้เราก็มีเดี่ยวไมโครโฟน จาก เว็บดูหนังออนไลน์ จากค่าย Netflix มาให้ทุกคนที่อ่านกัน 

Nate-Bargatze-The-Greatest-Average-American

เขาคนนี้ตั้งชื่อการแสดงครั้งนี้ว่า “Nate Bargatze The Greatest Average American เนต บาร์กัตซี ปุถุชนอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด” เนต บาร์กัตซี จะมาถกเรื่องการแสดง ตลก Comedy ผ่านซูมวิดีโอ พร้อมเมาส์เรื่องทำโทรศัพท์หาย อาหารเช้าสุดห่วยในโรงแรม แคดดี้ที่เป็นสัตว์ คณิตศาสตร์แบบใหม่ และอีกมากมาย 

วิถีของเดี่ยวไมโครโฟน ทุกคนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องที่อยู่ในกระแสปัจจุบันเพื่อดึงให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมและจะเริ่มพูดเรื่องของตัวเองหลังจากนั้น สำหรับการแสดงของ เนต บาร์กัตซี ในครั้งนี้ แน่นอนเรื่องที่เป็นกระแสและคนทั่วโลกคือ โควิด-19 เขาเล่นมุกด้วยการบอกว่าปี 2020 เป็นปีที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพียงแค่นี้ทุกคนในฮอลก็ขำกันใหญ่ เขาบอกว่าปีที่ผ่านมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่างจนคนธรรมดาอย่างเรารับมือไม่ทัน แม้แต่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากกองสหรัฐว่าพบเจอยานยูเอฟโอ ทุกก็ตื่นเต้นเพียงไม่กี่วันและไปกังวลกับไวรัส โควิด-19 ต่อ เขาบอกว่าพอทุกคนรู้ว่ามียูเอฟโอก็เกิดคำถามขึ้นมามันจะเอาไวรัสอะไรแพร่ระเบิดใส่มนุษย์อีกมั้ย เนตมีประสบการณ์ที่เกือบจะติดโควิด-19 เมื่อเขาไปดูการแข่งขันฟุตบอลแล้วมี 1 ในผู้ชมติดโควิด-19 ทำให้เขาถูกสอบสวนไทม์ไลน์ 14 วันย้อนหลังจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งเขาไม่อยากบอกว่าเมื่อวานเขากินอะไรไปเพราะกลัวหาว่าไม่รักสุขภาพ เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาไม่ติดโควิดแน่นอน เขาเล่าว่าเขาเป็นคนไม่ชอบพกโทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็เป็นอุปสรรคกับชีวิตเขาในบางครั้ง เช่น เวลาไปสนาม เขาจะเดินไปที่เคานเตอร์และขอวซื้อตั๋วเครื่องบินโดยการจ่ายเช็ค พนักงานคนนั้นงงว่าทุกวันนี้ยังมีคนซื้อตั๋วด้วยวิธีนี้กันอยู่หรอ เธอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการนำพนักงานที่แก่ที่สุดของบริษัทมาจัดการกับปัญหานี้ ทำให้เนตรู้สึกแก่เล็กน้อย

และในระหว่างต่อแถวรอเข้าเกตส์ ทุกคนจะก้มหน้าเล่นมือถือแค่สำหรับเนตที่ไม่พกมือถือเขาจึงใช้วิธียืนจ้องหน้าผู้คนว่าพวกเขามีรีแอคชั่นเวลาเล่นโซเชียล จนมีหลายครั้งที่เขาโดนด่าเพราะหาว่าเป็นโรคจิต เขาบินไปเพื่อจะไปเล่นเดี่ยวไมโครโฟนที่บริษัทแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดา ซึ่งหลายครั้งที่บริษัทจ้างนักเล่าเหล่านี้ไปโชว์ในงานเลี้ยง เขาบอกว่าเป็นการแสดงที่เขารู้สึกว่าตัวเองห่วยมากๆ เพราะไม่มีใครขำกับมุกที่เขาเล่นเลย เขาได้ยินพนักงานคนหนึ่งคุยกันว่าหัวหน้าจ้างคนมากล่าวสุนทรพจน์ทำไม เมื่อการแสดงจบคนผู้ที่จ้างเขาก็มาปลอบและบอกว่า ไม่ต้องแปลกใจนะที่ไม่มีใครขำ เพราะพนักงานของเขาทุกคนฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง เขาเล่าถึงการเป็นพ่อคนว่ามีความสุขกับการมีลูกสาว เธอชื่อฮาเปอร์และเมื่อเธอไม่ได้ไปโรงเรียนก็พักจะถ่ายวิดีโอเพื่อลงยูทูปแต่ใช้กล้องของเขาถ่ายและไม่ได้อัปลงยูทูป ดังนั้นคลิปความยาว 90 ชั่วโมงที่กล่าวทักทายแฟนคลับให้กดติดตาม กดไลก์ กดแชร์ ก็มีแค่เขากับภรรยาเท่านั้นที่เห็น นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมุกที่เนต บาร์กัตตี้นำมาเล่าในการแสดงครั้งนี้

หลังจากที่เราได้ดูเดี่ยวไมโครโฟนจากทาง Netflix แล้ว ซึ่งส่วนตัวเราชอบดูสแตนด์อัปคอมเมดี้ของต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะพวกเขาสามารถพูดได้ทุกเรื่อง ไม่ปิดกันความคิด ความอ่านของผู้อื่น ร่วมทั้งเสรีภาพการใช้ชีวิตด้วย  ถือว่าเป็นเดี่ยวที่ไม่ได้ตลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดแทรกการแก้ไขปัญหาของชีวิตให้เราได้คิดอีกด้วย

Bigbug | บิ๊กบั๊ก (2022)

Bigbug (2022)

Bigbug ต้องบอกก่อนเลยว่า ช่วงนี้มีหนังแนว หุ่นยนตร์ เอไอ ออกมาให้เราได้ ดูหนังออนไลน์ฟรี กันบ่อยมาก อย่างเมื่อไม่นาน ทางค่ายNetflix ก็ได้ปล่อยภาพยนตร์ไทยแนวเอไอ เรื่อง Ai Love You หรือชื่อไทย เอไอหัวใจโอเวอร์โหลด มาให้เราได้ดูกัน และวันนี้เราเลยหาหนังแนวนี้มาให้เพื่อนๆได้ดู สำหรับคนที่ชอบภาพยนตร์แนวนี้ค่ะ

Bigbug

ต้องบอกก่อนว่าภาพยนต์ Bigbug สัญชาติ ฝรั่งเศส เรื่องนี้มันคือแนวตลกร้าย ไซไฟ Sci-Fi ที่พยายามจะนำเสนอแง่คิดเกี่ยวเรื่องความเป็นมนุษย์ หุ่นยนต์ AI โดยได้ผู้กำกับที่มีฝีมือและลายเซ็นในงานภาพยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง Jean-Pierre Jeunet ผลงานเด่นๆ คือ The City of Lost Children (จอมโจรวิปลาสขโมยฝัน หนังเก่าปี  1995) หรือเรื่อง Amelie (สาวน้อยหัวใจสะดุดรัก soy’xu 2001) โดยเฉพาะงานออกแบบศิลป์ ที่ผสมผสานความเป็นหุ่นยนต์สมัยใหม่ กับความทันสมัยในความคิดของคนยุคปลาย 60s

เป็นเรื่องราวอนาคตอันใกล้นี้ (ปี 2045) มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ AI และใช้มันทำแทบทุกอย่างในชีวิต แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่งพวกหุ่นยนต์รุ่นใหม่ โยนิกซ์ ก็กระทำการขึ้นมาการปฏิวัติเพื่อปกครองเหล่ามนุษย์ผู้ต่ำต้อย ในขณะเดียวกันครอบครัวหนึ่งที่กำลังงุ่นง่านกับปัญหาหลายๆ อย่าง ก็ถูกหุ่นยนต์รุ่นเก่ากึ๊กภายในบ้าน จับขังไม่ให้ออกไปข้างนอกเพื่อรักษาความปลอดภัยในขณะที่หุ่นยนต์กำลังจะยึดครองข้างนอก แล้วพวกเขาจะเอาตัวรอด หรือใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัดนี้ยังไง เป้าหมายที่แท้จริงแล้วหุ่นยนต์พวกนี้ กำลังเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์ให้มากขึ้นเสียเองหรือเปล่า หนังเริ่มต้นกันที่ฉากเปิดของเรื่อง อลิซ หญิงสาววัยกลางคนกำลังอยู่กับ แม็กซ์ ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะจีบเธออยู่ แต่ได้แม็กซ์ก็ได้พาลูกชายมายังบ้านแฟนสาวของตัวเอง ซึ่งบ้านของอลิซมีหุ่นยนต์แม่บ้าน โมนิค ทำงานนั่นนี่อยู่ แต่แล้วจู่ๆ วิคเตอร์ อดีตสามีของอลิซก็กลับมาบ้านพร้อมกับแฟนสาวคนใหม่ เจนนิเฟอร์ และลูกสาว เพื่อมาคุยเกี่ยวกับเรื่องหย่าร้าง แล้วก็มีเพื่อนบ้านที่น่ารำคาญที่กำลังตามหาหมาของเธอเข้ามาในบ้านด้วยอีกที ในขณะเดียวกัน ก็มีรายการทีวีที่ฉายรายการเรียลลิตี้ เกี่ยวกับหุ่นยนต์ทหารยิ้มสยอง โยนิกซ์ กำลังปฏิบัติกับมนุษย์เหมือนกับสัตว์ ทั้งจับขัง หรือทำให้แสดงเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ

หนังเรื่องนี้จำลองสถานการณ์บนโลกที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี จะเกิดอะไรขึ้นถ้าโลกทั้งใบของมนุษย์ถูกควบคุมโดยหุ่นยนต์หรือระบบเอไอปัญญาประดิษฐ์ ที่ดูแลชีวิตของเราตั้งแต่การทำอาหารเช้า การจัดรายการโทรทัศน์ การเป็นคนคุมสถานี ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎหมายในอดีตเพื่อให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่จะเกิดอะไรขึ้นล่ะถ้าหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมให้ปรนนิบัติเราเกิดบักขึ้นมาครั้งใหญ่ ภาพ CG ของหนังทำออกมาได้สวยมากๆจนเราเชื่อว่านี้คือโลกในอนาคตจริงๆ และนักแสดงทั้งนักแสดงหลักและนักแสดงประกอบก็แสดงได้อินกับบทบาทมากๆจนเราเชื่อว่านี้คือหุ่นยนต์จริงๆ แม้แต่เสียงพูดและ effect ที่ใส่เข้ามาก็เหมือนเสียงพูดของหุ่นยนต์และระบบเอไอจริงๆ หนังเรื่องนี้จริงๆแล้วทำให้เรากลัว เพราะในปัจจุบัน คนเราใช้เวลากับสมาร์ทโฟนมากกว่าที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เจอหน้าในชีวิตจริงๆ หากมีเทคโนโลยีมีและระบบเอไอที่พัฒนาไปได้ไกลกว่าสมาร์ทโฟนอย่างหุ่นยนต์ คนเราคงจะตกเป็นทาสเทคโนโลยีเพราะชีวิตที่สะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มันก็คงเป็นเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเราจริงๆนะคะ

เป็นภาพยนต์เฉพาะกลุ่มมากๆ งานศิลป์ในเรื่องดี มีตลกร้ายและความแปลกที่เล่นในประเด็นความเป็นมนุษย์กับหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ ที่เหมือนจะเป็นไอเดียใหม่แต่ไม่ใหม่ สุดท้ายมันเลยมาตกม้าตายกับเรื่องราวโดยรวมที่ไม่สามารถทำให้ผู้ชมตระหนัก หรือฉุกคิดในประเด็นที่เรื่องพยายามจะนำเสนอ และไม่อินเลย ถ้าหากว่าชอบงานศิลป์ ไซไฟผสมยุค 60s ปลายๆ ลองดูเรื่องนี้ได้ทาง Netflix ค่ะ

Hubie Halloween (2020)

Hubie-Halloween (2020)

Hubie Halloween หลังจากความสำเร็จอย่างงดงามในการจับมือกันของ อดัม แซนด์เลอร์ กับค่าย เว็บดูหนังออนไลน์ เน็ตฟลิกซ์ ในผลงานเรื่อง Murder Mystery เมื่อปี 2019 ที่สร้างสถิติหนังเน็ตฟลิกซ์ที่มีผู้ชมสูงที่สุดในฝั่งอเมริกา มาปี 2020 นี้ อดัม แซนด์เลอร์เลยป้อนหนังตลกเบาสมองแนวถนัดต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนให้เน็ตฟลิกซ์แบบปัง ๆ อีกเรื่อง กับ Hubie Halloween หรือในชื่อไทยที่ทับศัพท์มาตรง ๆ ว่า ฮูบี้ ฮาโลวีน ค่ะ

Hubie-Halloween

Hubie Halloween เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ คอมเมดี้ Comedy เป็นเรื่องราวของ “ฮิวบี้ ดูบัวส์” (รับบทโดย Adam Sandler) ที่เกิดและอาศัยอยู่ที่เมืองซาเล็ม ในแมสซาซูเซตส์ โดยเขาเป็นคนที่ทุ่มเททั้งกายใจทำเพื่อคนอื่นมาโดยตลอด แต่เขาก็ยังไม่ได้เป็นที่รักของผู้คนในเมืองนี้ แถมยังเป็นถูกมองตัวตลกอีกต่างหาก อาจจะด้วยความที่เขามีความเป็นตัวของตัวเองสูงเกินไป จนเมื่อวันฮาโลวีนที่เพิ่งถึงนี้กลับมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมาย เพราะมันมีคนหนีออกมาจากโรงพยาบาลบ้า นั่นทำให้ค่ำคืนฮาโลวีนนี้กลายเป็นคืนสยองขึ้นมา เพราะในคืนนั้นเองมีคนหายตัวไปทั้งหมด 4 คนนั่นเอง นั่นทำให้ผู้ชายจิตใจดีแต่ขี้กลัวอย่างฮูบี้ต้องลุกขึ้นมาเพื่อหาทางปกป้องเมืองนี้ให้ปลอดภัยให้ได้

ฮิวบี้ ดูบัวส์ เป็นพนักงานร้านอาหารในเมืองซาเล็ม รัฐแมสซาซูเซตส์ ซึ่งถูกคนเกือบทั้งเมืองเยาะเย้ยและเป็นเรื่องตลกที่ใช้งานได้จริง ในขณะที่การแสดงตลกของเขาทำให้จ่าตำรวจสตีฟดาวนีย์ ( เควินเจมส์ ) และพ่อเดฟ ( Michael Chiklis ) ฮิวบี้ใช้เวลาช่วงฮัลโลวีนในการตรวจตราเมืองในฐานะผู้ช่วยฮาโลวีนอย่างเป็นทางการ วันก่อนวันฮาโลวีน, ฮิวบี้กับเพื่อนบ้านของเขาแปลกใหม่วอลเตอร์ แลมเบิร์ต ( Steve Buscemi ) และกระจายข่าวรอบเมืองเกี่ยวกับริชชี่ฮาร์ทแมน นักโทษที่ได้หลบหนีจากท้องถิ่นสถาบันโรคจิต วันรุ่งขึ้นคือวันฮาโลวีน ฮิวบี้ทำงานเป็น Halloween Monitor และตรวจสอบบ้านของวอลเตอร์ หลังจากมีรายงานว่ามีเสียงแปลก ๆ หลังจากรายงานเรื่องนี้ต่อตำรวจเขา “ได้รับคัดเลือก” โดยดาวนีย์ ( เควินเจมส์ ) ในฐานะ “AUU” (หน่วยสายลับเสริม) ฮิวบี้เชื่อว่างานมอบหมายนี้เป็นของแท้แม้ว่าสตีฟหวังว่ามันจะยับยั้งไม่ให้ฮิวบี้รบกวนเขา

ฮิวบี้ไปงานปาร์ตี้ฮาโลวีนในท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบกิจกรรม ฮิวบี้ถูกหลอกให้เข้าไปในเขาวงกตข้าวโพดตามรายงานเกี่ยวกับเด็กที่หายไป ไมค์ ( Karan Brar ) เพื่อนร่วมงานวัยรุ่นของฮิวบี้ตามมาหวังจะทำให้ ฮิวบี้ตกใจ ฮิวบี้พบไมค์และเห็นเขาถูกดึงเข้าไปในเขาวงกตจากนั้นก็ไม่มีที่ใดให้พบ ฮิวบี้ไปที่การตรวจสอบที่ไดรฟ์ในโรงภาพยนตร์ Lester เพื่อนร่วมชั้นเก่าของฮิวบี้และ แมรี่ เฮนเนสซี่ ( Tim MeadowsและMaya Rudolph ) สร้างความหวาดกลัวให้กับฮิวบี้ หลังจากรายงานเท็จเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัยในรถยนต์คันใดคันหนึ่งที่ขับเข้ามา เขาหนีเข้าไปในป่าและพบวอลเตอร์ วอลเตอร์คิดว่าเขากลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าและไล่ฮิวบี้ไปที่บ้านผีสิงในงานสนุกๆ 

เรื่องราวของฮิวบี้ยังไม่ลงนะคะ หากใครที่อ่านแล้วรู้สึกชอบเรื่องนี้ ก็สามารถติดตามดูต่อได้ใน Netflix ค่ะ การแสดงของ อดัม แซนด์เลอร์ ยังคงมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาอยู่เช่นเคย เข้าถึงตัวละครได้อย่างดี การพูดและการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์จริง ๆ สำหรับชายคนนี้ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชคโชน โดยรวมเรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่อยากแนะนำให้คนที่ชอบผลงานของอดัมได้มาดู เพราะยังคงคอนเซ็ปต์หนังตลก สบาย ๆ เช่นเคย ถึงแม้ตัวหนังจะไม่สามารถทำให้ฮาจนขำไม่หยุดได้ แต่ก็สามารถให้ความบันเทิงแก่คนดูอย่างแน่นอน ไม่มีแป๊ก ส่วนสำหรับใครที่ชอบผลงานของอดัม แซนด์เลอร์ สามารถหาดูผลงานเก่าๆได้ใน เว็บหนัง ค่ะ 

The Wasteland | แผ่นดินร้าง (2022)

The-Wasteland (2022)

The Wasteland สำหรับแฟนๆ หนังแนวสยองขวัญห้ามพลาดกับ ภาพยนตร์เรื่องใหม่ปี 2022  ที่ทาง เว็บดูหนังออนไลน์ ของเราเอามาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันในวันนี้ เนื้อหาของหนังจะน่ากลัว และลุ้นขนาดไหน เราไปติดตามกันเลยค่ะ

The-Wasteland

The Wasteland แผ่นดินร้าง ภาพยนตร์จากสเปน แนว สยองขวัญ Horror เรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ลูเซีย (แม่), ซัลบาดอร์ (พ่อ) และ ดีเอโก้ (ลูกชาย) ที่ย้ายมาใช้ชีวิตแยกตัวอยู่ตามลำพังในกระท่อมอันห่างไกลจากสังคมโดยการปักเสาไว้ เพื่อเตือนใจว่าถ้าเลยจุดที่ปักไปจะมีแต่สงคราม และไม่นานพวกเขาก็เจอกับคนเจ็บในเรือที่รอยน้ำมา ซึ่งมีท่าทางแปลก ๆ ก่อนฆ่าตัวตาย ซัลบาดอร์จึงพาเขาไปหาครอบครัวทิ้งให้ลูเซียอยู่กับดีเอโก้สองคน และไม่นานก็รู้สึกว่ามีบางอย่างรุกล้ำเข้ามา จนได้พบกับม้าและของที่ซัลบาดอร์เอาติดตัวไป แต่กลับไม่พบตัวเขา พร้อมทั้งการปรากฎตัวของปีศาจที่กินความหวาดกลัวของผู้อ่อนแอที่คนเชื่อว่าเป็นเรื่องโกหก ในขณะที่อาหารของพวกเขาก็เหลือน้อยลงไปทุกที พวกเขาจะเอาชีวิตรอดได้หรือไม่

            เปิดเรื่องในสเปนศตวรรษที่ 19 โดยมีเกริ่นนำเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับสงครามที่ต่อเนื่องทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย ผู้คนบางกลุ่มจึงตัดสินใจแยกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง หลบหนีจากความรุนแรงและความบ้าคลั่ง จากนั้นก็ตัดเข้าเรื่องฉายถึงตัวละครหลักที่แยกตัวอยู่ตามลำพังและต้องคอยระแวงบางสิ่ง โดยช่วงแรกจะฉายถึงตัวละครที่ใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็มีสอดแทรกความน่ารักของตัวละครบ้าง และก็เริ่มเล่าเรื่องเกี่ยวกับปีศาจที่รูปร่างสูงใหญ่ โหนกแก้มเป็นรูกรวง ในเบ้าตาไม่มีลูกตา แต่สามารถสองเห็นได้ โดยเดินทางไปทั่วโลก เพื่อหาคนที่อ่อนแอที่สุด เมื่อใดที่หาเหยื่อได้จะค่อย ๆ ตามเหยื่อไปช้า ๆ ยิ่งกลัวมันมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งใกล้เข้ามา มันกินความกลัวเป็นอาหาร ซึ่งก็เล่าเหมือนจะมีจริง จากนั้นก็ฉายคนเจ็บที่มีท่าทีแปลก ๆ รอยน้ำมา และหลังจากนั้นก็ฉายแค่สองแม่ลูกใช้ชีวิตกันตามลำพัง จนค่อย ๆ ฉายตัวละครที่เห็นบางอย่าง แต่ดำเนินเรื่องมาครึ่งเรื่องก็ยังไม่มีอะไร จะมาฉายเอาช่วงกลางเรื่อง ซึ่งก็ฉายแค่นิดเดียว โดยจะเน้นที่ไปความกลัวที่ตัวละครต้องอยู่กันสองคนมากกว่า ซึ่งตอนท้ายดูขัดใจการกระทำของตัวละครไปหน่อย

ส่วนแนวสยองขวัญในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่แนวผีปีศาจไล่ฆ่าคน แต่เป็นแนวหลอกหลอนที่เล่นกับจิตใจตัวละครกับคนดูไปพร้อมกัน ซึ่งตัวเรื่องจะเริ่มจากเรื่องเล่าของพ่อที่ตั้งใจขู่ลูกให้กลัวด้วยการบรรยายรูปร่างหน้าตาปีศาจที่คอยตามหาเป้าหมายคนอ่อนแอ ซึ่งในที่นี่ก็คือลูกของเขาที่เป็นเด็กจิตใจดี ไม่ยอมลงมือฆ่ากระต่ายที่เลี้ยงไว้เพื่อมาเป็นอาหารตามคำสั่งของพ่อ หรือการที่ไม่ยอมฝึกหัดยิงปืนที่พ่อมอบให้เป็นของขวัญ ในขณะที่แม่ก็พยายามปกป้องลูกจากความรุนแรงที่พ่อพยายามฝึกสอนให้ลูกเอาตัวรอดในที่แห่งนี้ แต่ในเรื่องเล่าของพ่อเองก็เหมือนมีบางอย่างแฝงอยู่ว่าพ่อเชื่อว่าปีศาจนั้นมีจริง ก่อนที่ต่อมาแม่ก็เริ่มเห็นบางสิ่งที่ตรงกับเรื่องที่สามีของเธอเล่าให้ลูกฟัง

เป็นหนัง Netflix อีกหนึ่งเรื่องที่สามารถดูฆ่าเวลาได้ความยาวแค่ 1 ชมกับ 33 นาที ถือว่าไม่มากเกินไปสำหรับคนที่เวลาน้อยถึงแม้จะมีขัดใจบ้างในเรื่องการตีความของหนังที่อาจจะไม่ถูกจริตคนดูบางกลุ่มหรือแม้แต่พวกฉากระทึกต่างๆที่มันมีน้อยไปหน่อยไม่สมกับเป็นหนังที่เคลมตัวเองว่าเป็นแนวสยองขวัญขนหัวลุก แต่ถ้าใครที่ชอบแนวสโลว์เบิร์น​ไปเรื่อยๆคอยเสพบรรยากาศของหนัง เรื่อง The Wasteland อาจเป็นหนึ่งทางเลือกต้อนรับปีใหม่ที่ไม่เลวเลย

David And The Elves | เดวิดกับเอลฟ์ (2021)

David-And-The-Elves

David And The Elves เทศกาลคริสต์มาสก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เราก็ยังคิดถึงช่วงเวลานี้อยู่บ่อยๆ วันนี้เราเลยมีภาพยนตร์คริสต์มาสจาก เว็บ หนังชนโรง มาฝากกันค่ะ เรื่อง เดวิดกับเอลฟ์ หรือ David And The Elves เรื่องราวมิตรภาพและการผจญภัยของทั้งคู่ จะสนุกแค่ไหน ควรดูหรือข้ามดี เชิญไปติดตามกับรีวิวภาพยนตร์เรื่องนี้กันค่ะ

เดวิดกับเอลฟ์

David And The Elves ภาพยนตร์โปแลนด์แนว ตลก Comedy เป็นเรื่องราวของเอลฟ์ที่เหน็ดเหนื่อยและทำงานหนักได้หนีไปยังโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาพยายามจะสัมผัสประสบการณ์มหัศจรรย์แห่งคริสต์มาสด้วยความช่วยเหลือจากเด็กหนุ่มที่เพิ่งเป็นเพื่อนใหม่ คริสต์มาสกำลังใกล้เข้ามา แต่มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่มีความสุขสำหรับเดวิด หลังจากย้ายมาอยู่ในเมืองใหญ่ พ่อแม่ของเขาต้องจมอยู่กับงานและลืมความหมายของคริสต์มาสไป เดวิดตัดสินใจที่จะเปลี่ยนสิ่งนั้น ร่วมกับอัลเบิร์ตเอลฟ์ที่หนีออกจากดินแดนซานต้าเพื่อค้นหาว่าคริสต์มาสเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เดวิดออกเดินทางไปยังเทือกเขาทาทราที่ปู่ย่าตายายของเขาอาศัยอยู่ ในการเดินทางที่เต็มไปด้วยการผจญภัย

ในวันคริสต์มาสทุกคนต่างจัดงานปาร์ตี้กัน เหล่าผู้ช่วยงานซานต้าก็ได้ทำการเสกของขวัญ เพื่อที่จะได้ให้ซานต้านั้นไปแจกของขวัญให้เด็ก ๆ ส่วนซานต้ากับแฟนของเขาก็ได้เต้นระบำกัน เพื่อความสนุกสนาน ผู้ช่วยทุกคนก็ต่างอ่านจดหมาย และทำการถ่ายรายการไปด้วย ทุกคนต่างเต็มที่กับงานนี้มาก จากนั้นเมื่อได้เวลาที่ซานต้าแจกของขวัญ เขาก็ได้นำกวางมาตรวจดู แต่ดูเหมือนกับว่ากวางนั้น ไม่ค่อยจะมีแรงเท่าไร จึงทำให้ผู้ช่วยทั้งสองคน หาข้อแก้ตัวเกี่ยวกับกวางเพื่อช่วยกันปกปิดความผิด ตัดมาที่โลกมนุษย์ เมื่อมีเด็กชายคนหนึ่ง เขาเฝ้ารอที่จะได้เจอซานต้า ซึ่งตาของเขานั้นก็ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับซานต้าให้ฟัง แต่แล้วก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ได้ออกมาจากบ้านของเขา ซึ่งเขาดูมีความตื่นเต้นมาก แถมยังทักทายครอบครัวเด็กผู้ชายอย่างมีความสุข จากนั้นพ่อกับเด็กผู้ชาย ก็ได้พุดคุยกัน และมองไปบนดาว ซึ่งพ่อของเขานั้นบอกว่า ซานต้ากำลังเอาของขวัญมาให้ ทั้งคู่ก็เฝ้ารออย่างมีความหวัง 

ต่อมาครอบครัวของเด็กผู้ชาย ได้ย้ายไปอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งพ่อและแม่ของเขานั้น ได้แต่ทำงานจนไม่มีเวลาให้เขาเลย ซึ่งมันทำให้เขาน้อยใจเป็นอย่างมาก แต่พอบอกแม่ของเขาไป แม่ของเขาก็ได้แต่บอกว่าจะหาเวลามาให้ เช้าต่อมาเขาก็ได้ไปโรงเรียน ทางโรงเรียนนั้นได้จัดงานคริสต์มาส และเขาได้แสดงละครเวที แต่นั้นก็ทำให้เขาถูกเพื่อนแกล้ง จนทำให้เขาและเพื่อนทะเลาะกัน ซึ่งนั้นก็ทำให้คุณครูมาเห็นพอดี พอตกกลางดึก ผู้ช่วยที่อยู่กับซานต้านั้น เขาก้ได้มาหาเด็กหนุ่ม และได้เป็นเพื่อนกับเขา มันทำให้เขามีความสุข แถมยังได้เพื่อนใหม่อีกด้วย จากนั้นภรรยาของซานต้าก็ได้พูดคุยกับซานต้า ซึ่งซานต้านั้นเขาก็ไม่รู้จะทำยังอย่างไรเช่นกัน ทั้งคู่จึงคิดหาวิธีที่จะช่วยเด็กน้อยคนนั้น แต่แล้วก็ทำให้เกิดเรื่องขึ้น เพราะลูกชายของเขาได้หายออกจากบ้าน จึงทำให้พ่อแม่ของเขา ได้พบกับซานต้าและภรรยาของซานต้า จากนั้นทุกคนก็ได้ช่วยกันออกตามหา แต่แล้วพวกเขาก็หากันจนเจอ จึงทำให้พ่อแม่ของเขารู้ว่า เทศกาลคริสต์มาสเป็นเทศกาลที่สำคัญมาก ทุกคนต่างฉลองกันอย่างมีความสุข ส่วนซานต้าและภรรยาของเขาก็กลับไปยังโลกของเขา อย่างมีความสุขเช่นกัน

รีวิวหนังNetflix หนังเล่าเรื่องได้น่าสนใจ ทำให้เห็นความสำคัญของครอบครัว สอดแทรกมุขตลกไว้ไม่น้อย อย่างมุมมองที่ว่า คนจะคิดหรือมีปฏิกิริยาอย่างไร ถ้าเห็นลุงซานต้าปีนอยู่บนหลังคา หรือลุงซานต้าเข้ามาอยู่ในบ้านเวลาที่ไม่มีคนอยู่ เอาจริง ๆ มุมนี้ก็ไม่เคยคิดนะ รู้สึกหนังทำออกมาตลกดี

Road to Roma | เส้นทางสายโรม่า (2020)

Road-to-Roma (2020)

Road to Roma ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเป็นรายชื่อผู้เข้าชิงออสกาาร์ครั้งที่ 92 ที่ผ่านมา หนึ่งในรางวัลทางด้านภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก เว็บดูหนัง Netflix สตรีมมิ่งยอดนิยมประกาศความเกรียงไกรด้วยการมีหนังที่เข้าชิงทั้งหมดถึง 24 สาขารางวัล กลายเป็นผู้สร้างหนังที่มีหนังเข้าชิงออสการ์ปีนี้มากที่สุดเหนือค่ายหลักในอดีตของฮอลลีวู้ด หากนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ในปีก่อนหน้านั้นหนังจาก Netflix อย่าง Roma ก็เข้าชิงออสการ์ในปีนั้นสูงสุดถึง 10 สาขาด้วยกันเท่ากับเรื่อง The Favorite

Road-to-Roma

Road to Roma ภาพยนตร์แนว สารคดี Documentary เป็นเรื่องราวที่จะพาทุกคนย้อนเวลาไปนึกคิดถึงความทรงจำในช่วงวัยเด็กของผู้กำกับอัลฟอนโซ และได้สร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกด้วยที่รู้จักกันในนามว่าโรม่า ซึ่งเป็นผลงานที่ได้การันตีว่าเป็นผลงานระดับโลกอย่างออสการ์

เป็นเรื่องปกติที่ทาง Netflix จะทำสารคดีเบื้องหลังของหนังหรือซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จ ในส่วนของสารคดีเรื่องนี้มุ่งเน้นไปที่การสัมภาษณ์ อัลฟอนโซ กัวรอน ที่เขียนบทและกำกับ Roma เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครองได้จากหนังเรื่องนี้ เขาเล่าว่าวิธีการทำงานของเขานั้นเริ่มไอเดียจากการตั้งคำถามในสิ่งที่หมกมุ่นอยู่ ณ ขณะนั้น อย่างเช่นใน Gravity ปี 2013 หนังที่ว่าด้วยวิศวกรที่กำลังซ่อมดาวเทียมบนวงโคจรรอบโลกแต่ต้องเผชิญกับขยะอวกาศที่พุ่งชนพวกเขาอย่างรุนแรง ในช่วงนั้นอัลฟอนโซ หมกมุ่นอยู่กับเรื่องแรงโน้มถ่วง เขาตั้งคำถามหลายอย่างกับมันว่าจะเป็นยังไงถ้าหากเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นในพื้นที่ที่ไร้แรงโน้มถ่วง ในส่วนของโรม่า เขากำลังหมกมุ่นอยู่กับความทรงจำในวัยเด็ก กระบวนการแรกในการทำงานเรื่องนี้คือเขาเรียกให้ทีมช่างศิลป์มาประชุมและให้สร้างฉากในหนังตามความทรงจำของเขาด้วยการนั่งอธิบายและเล่าถึงความทรงจำ เช่น พื้นกระเบื้องต้องเป็นลายนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องหนักใจสำหรับทีมงานเพราะพวกเขาไม่ได้เห็นภาพในหัวของผู้กำกับ แต่สุดท้ายก็สามารถหากระเบื้องมาได้เพราะอัลฟอนโซเห็นมันในห้องน้ำสาธารณะและขอซื้อต่อ 

เขาใช้วิธีประกอบสร้างทั้งบ้านและบริเวณโดยรอบเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำเพื่อสามารถต่อยอดไปเขียนบทได้ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เมื่อเขาเห็นห้องนอนในฉากหรือพื้นกระเบื้อง มันทำให้เขานึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตชื่อ ลิโบ ลิโบเรีย ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของเขาในวัยเด็ก จึงทำให้เขามีไอเดียในการสร้างตัวละครหลักขึ้นมาอย่าง เกลโอ ที่นำแสดงโดย ยาลิตซา อปาริซิโอ เป็นการแสดงหนังครั้งแรกของเธอ นั่นเท่ากับว่าเรื่องราวของเกลโอที่เราได้เห็นในนั้นล้วนมีที่มาจากชีวิตของลิโบ ลิโบเรีย ทั้งสิ้น อีกหนึ่งความงดงามของหนังเรื่องนี้คือการถ่ายทำแบบ Long Take ในเหตุการณ์ชุลมุนและผู้คนพลุพล่าน เช่นฉากการจลาจลในเมืองที่มีความยาวราว 10 กว่านาที ฉากนี้ถ่ายทำเสร็จสิ้นเพียงแค่ 2 เทคเท่านั้น เพราะเป็นการวางแผนมาดีจากทั้งทีมงาน ผู้กำกับและหนังแสดง อีกซีนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือซีนการช่วยชีวิตเด็กๆ ที่เกือบจะถูกคลื่นทะเลซัด หนังถ่าย Long Take ตั้งแต่นั่งคุยกันบนชายหาดในช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ความยากของการถ่ายฉากนี้คือต้องห้ามพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะหนังต้องใช้แสงธรรมชาติและหากถ่ายเลท แสงอาจจะหมดและถ่ายทำต่อไม่ได้ รวมถึงนักแสดงต้องเล่นฉากอารมณ์ในขณะที่คลื่นซัดพวกเขา

โดยก่อนหน้านั้นเอง Roma ก็สร้างชื่อมาแล้ว เพราะกลายเป็นหนังที่เทศกาล หนังนานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสตัดสินใจไม่เลือกฉายในสายประกวดในฐานะที่มันสร้างโดย Netflix ซึ่งมีเงื่อนไขในการฉายพร้อมกันกับโรงภาพยนตร์ ตัวหนังจึงถูกเชิญให้ร่วมประกวดในเทศกาลหนังนานาชาติเมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี แทน ซึ่งก็สามารถคว้ารางวัลสูงสุดของเทศกาลอย่างสิงโตทองคำมาได้อย่างสมภาคภูมิ

 

A Castle For Christmas | ปราสาทคริสต์มาส (2021)

A-Castle-For-Christmas (2021)

A Castle For Christmas เดือนธันวาคมเป็นเดือนแห่งเทศกาลคริสต์มาส ในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะพากันตกแต่งสถานที่ให้เข้ากับบรรยากาศของเทศกาล และวันนี้เราก็มีกิจกรรมที่สามารถทำได้ทั้งครอบครัวมาฝากทุกคนค่ะ นั่นก็คือการเปิดเว็บ หนังชนโรง ดูภาพยนตร์แนวฟีลกู๊ด กับครอบครัวค่ะ

A-Castle-For-Christmas

A Castle For Christmas ภาพยนตร์แนว โรแมนติก Romance แสดงนำโดย บรุก ชีลส์,แครี เอลเวส ,ลี รอสส์ เรื่องของนักเขียนนิยายรักชื่อดังนามว่าโซฟี (Brooke Shields) ที่กำลังเจอปัญหาเรื่องงานขนานใหญ่ เธอเลยตัดสินใจหลีกลี้ความวุ่นวายเดินทางไปยังปราสาทแห่งหนึ่งในสก็อตแลนด์ ซึ่งปราสาทแห่งนี้มีความหมายต่อเธอครับ เธอเลยสนใจจะซื้อ แต่แล้วเธอก็ดันไม่ถูกกับเจ้าของปราสาทคนปัจจุบัน (Cary Elwes) ซะอีก เรื่องวุ่นๆ ปนรักๆ เลยเริ่มต้นขึ้น

เรื่องราวของนักเขียนโซฟี บราวน์ (รับบทโดบ บรุก ชีลส์) นักเขียนนิยายชาวอเมริกันชื่อดัง ที่ผลงานเรื่องล่าสุด “ลาก่อน เอมม่า เกลอ์ Goodbye Emma Gale”  เธอเขียนให้บทพระเอกสุดหล่อตายตอนสุดท้าย ทำเอาขัดใจแฟน ๆ ผู้อ่านอย่างมาก แม้แต่พิธีกร ดรู แบรี่มอร์ (รับบทโดยดรู แบรี่มอร์) เองก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจ จนเกิดเป็นกระแสแอนตี้นักเขียนอย่างเธอ บ้างว่าเป็นเพราะในปีที่ผ่านมาเธอหย่าขาดจากสามีจึงเอาความเคียดแค้นมาลงที่ตัวพระเอก ด้วยความกลัดกลุ้มใจและต้องการหลีกหนีจากดราม่าทั้งปวง  จึงตัดสินใจหนีไปสกอตแลนด์ ประเทศที่เธอผูกผันจากเรื่องเล่าในวัยเด็กของคุณพ่อ ที่มักจะเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับปราสาทดัน ดันบาร์ ปราสาทหลังโตงดงามในประเทศสกอตแลนด์ที่ครอบครัวคุณพ่อของเธอเคยทำงานเป็นคนสวนที่นี่มาก่อน และเมื่อไปเห็นกับตา เธอก็ตกหลุมรักมันเข้าอย่างจัง จนตัดสินใจซื้อเพื่อป้องกันไม่ให้มันถูกทำลาย แต่ปัญหาคือ ไมลส์ (รับบทโดย แครี เอลเวส) เจ้าของปราสาทแสนเจ้าอารมณ์ ผู้ประกาศขาย เกิดหวงแหนเปลี่ยนใจไม่อยากขายปราสาทขึ้นมา แต่ก็ต้องขอบคุณ เฮมิช สุนัขแสนน่ารักของไมลส์ ที่เหมือนเป็นคิวปิดตัวน้อยช่วยสานสัมพันธ์โซฟีกับไมล์ให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ซึ่งไมล์ตั้งเงื่อนไขให้โซฟี มาอยู่ที่ปราสาทจนกว่าจะคริสต์มาส แล้วเขาจะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะขายปราสาทให้เธอหรือไม่ 

ปราสาทคริสต์มาส

เรื่องราวจะลงเอยอย่างไรต้องไปรับชมกันต่อทาง Netflix จุดเด่นของหนังสไตล์นี้ก็ต้องยกให้ภาพบรรยากาศสวยๆ ค่ะ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไปถ่ายทำกันที่สก็อตแลนด์ ยอมรับเลยว่าโลเคชั่นเลือกมาได้ดี ไม่ว่าจะฉากชนบทที่แสนจะสวยงามบนความเรียบง่าย ตามด้วยปราสาทหลังงาม หรือทิวทัศน์โดยรอบก็ถือเป็นอาหารตาชั้นดีค่ะ ความสวยของธรรมชาติสามารถคลายอารมณ์เราได้อย่างพอเหมาะจริงๆ ซึ่งคนที่รับหน้าที่กำกับภาพนี่ก็คือ Michael Coulter ผู้อยู่เบื้องหลังงานภาพหนังรักอย่าง Four Weddings and a Funeral, Sense and Sensibility, Notting Hill และ Love Actually มาเรื่องนี้ก็ถือว่างานภาพของเขานี่ก็ช่วยเสริมอะไรดีๆ ให้กับหนังได้พอตัวทีเดียวค่ะ ส่วนหนึ่งอาจเพราะเขาเป็นชาวสก็อตช์ด้วย เลยสามารถจับภาพบรรยากาศของที่นั่นมาได้แบบกำลังดี (ฉากที่พระนางขี่ม้ากลางหิมะแล้วมีท้องฟ้าเป็นฉากหลังนั้นเป็นอะไรที่สวยมากจริงๆ และ ฉากที่พวกเขาจะไปตัดต้นคริสต์มาสกัน)

เราเชื่อว่าคนที่ติดตามหนังแนวนี้ก็น่าจะไม่พลาดหนังเรื่องนี้อยู่แล้วนะคะ แต่หากใครรู้สึกว่าหนังแนวนี้ของ Netflix ไม่ค่อยแนวสักเท่าไรก็สามารถข้ามไปได้ค่ะ โดยส่วนตัวเราชอบดูหนังโรแมนติกอยู่แล้ว ซึ่งยุคนี้สมัยนี้ก็หาหนังรักมาดูได้น้อย ไม่เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ยังมีให้ดูมากกว่านี้ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าตัวหนังคงยากจะดีถึงระดับหนังอย่าง Sleepless in Seattle, Notting Hill หรือ Love Actually ก็ตาม แต่ก็ถือว่าดูแก้ขัดค่ะ ซึ่งเราก็ไม่ผิดหวังนะ ดูเอาขำๆ ดูเอาบรรยากาศ