The Wasteland | แผ่นดินร้าง (2022)

The-Wasteland (2022)

The Wasteland สำหรับแฟนๆ หนังแนวสยองขวัญห้ามพลาดกับ ภาพยนตร์เรื่องใหม่ปี 2022  ที่ทาง เว็บดูหนังออนไลน์ ของเราเอามาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันในวันนี้ เนื้อหาของหนังจะน่ากลัว และลุ้นขนาดไหน เราไปติดตามกันเลยค่ะ

The-Wasteland

The Wasteland แผ่นดินร้าง ภาพยนตร์จากสเปน แนว สยองขวัญ Horror เรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ลูเซีย (แม่), ซัลบาดอร์ (พ่อ) และ ดีเอโก้ (ลูกชาย) ที่ย้ายมาใช้ชีวิตแยกตัวอยู่ตามลำพังในกระท่อมอันห่างไกลจากสังคมโดยการปักเสาไว้ เพื่อเตือนใจว่าถ้าเลยจุดที่ปักไปจะมีแต่สงคราม และไม่นานพวกเขาก็เจอกับคนเจ็บในเรือที่รอยน้ำมา ซึ่งมีท่าทางแปลก ๆ ก่อนฆ่าตัวตาย ซัลบาดอร์จึงพาเขาไปหาครอบครัวทิ้งให้ลูเซียอยู่กับดีเอโก้สองคน และไม่นานก็รู้สึกว่ามีบางอย่างรุกล้ำเข้ามา จนได้พบกับม้าและของที่ซัลบาดอร์เอาติดตัวไป แต่กลับไม่พบตัวเขา พร้อมทั้งการปรากฎตัวของปีศาจที่กินความหวาดกลัวของผู้อ่อนแอที่คนเชื่อว่าเป็นเรื่องโกหก ในขณะที่อาหารของพวกเขาก็เหลือน้อยลงไปทุกที พวกเขาจะเอาชีวิตรอดได้หรือไม่

            เปิดเรื่องในสเปนศตวรรษที่ 19 โดยมีเกริ่นนำเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับสงครามที่ต่อเนื่องทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย ผู้คนบางกลุ่มจึงตัดสินใจแยกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง หลบหนีจากความรุนแรงและความบ้าคลั่ง จากนั้นก็ตัดเข้าเรื่องฉายถึงตัวละครหลักที่แยกตัวอยู่ตามลำพังและต้องคอยระแวงบางสิ่ง โดยช่วงแรกจะฉายถึงตัวละครที่ใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็มีสอดแทรกความน่ารักของตัวละครบ้าง และก็เริ่มเล่าเรื่องเกี่ยวกับปีศาจที่รูปร่างสูงใหญ่ โหนกแก้มเป็นรูกรวง ในเบ้าตาไม่มีลูกตา แต่สามารถสองเห็นได้ โดยเดินทางไปทั่วโลก เพื่อหาคนที่อ่อนแอที่สุด เมื่อใดที่หาเหยื่อได้จะค่อย ๆ ตามเหยื่อไปช้า ๆ ยิ่งกลัวมันมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งใกล้เข้ามา มันกินความกลัวเป็นอาหาร ซึ่งก็เล่าเหมือนจะมีจริง จากนั้นก็ฉายคนเจ็บที่มีท่าทีแปลก ๆ รอยน้ำมา และหลังจากนั้นก็ฉายแค่สองแม่ลูกใช้ชีวิตกันตามลำพัง จนค่อย ๆ ฉายตัวละครที่เห็นบางอย่าง แต่ดำเนินเรื่องมาครึ่งเรื่องก็ยังไม่มีอะไร จะมาฉายเอาช่วงกลางเรื่อง ซึ่งก็ฉายแค่นิดเดียว โดยจะเน้นที่ไปความกลัวที่ตัวละครต้องอยู่กันสองคนมากกว่า ซึ่งตอนท้ายดูขัดใจการกระทำของตัวละครไปหน่อย

ส่วนแนวสยองขวัญในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่แนวผีปีศาจไล่ฆ่าคน แต่เป็นแนวหลอกหลอนที่เล่นกับจิตใจตัวละครกับคนดูไปพร้อมกัน ซึ่งตัวเรื่องจะเริ่มจากเรื่องเล่าของพ่อที่ตั้งใจขู่ลูกให้กลัวด้วยการบรรยายรูปร่างหน้าตาปีศาจที่คอยตามหาเป้าหมายคนอ่อนแอ ซึ่งในที่นี่ก็คือลูกของเขาที่เป็นเด็กจิตใจดี ไม่ยอมลงมือฆ่ากระต่ายที่เลี้ยงไว้เพื่อมาเป็นอาหารตามคำสั่งของพ่อ หรือการที่ไม่ยอมฝึกหัดยิงปืนที่พ่อมอบให้เป็นของขวัญ ในขณะที่แม่ก็พยายามปกป้องลูกจากความรุนแรงที่พ่อพยายามฝึกสอนให้ลูกเอาตัวรอดในที่แห่งนี้ แต่ในเรื่องเล่าของพ่อเองก็เหมือนมีบางอย่างแฝงอยู่ว่าพ่อเชื่อว่าปีศาจนั้นมีจริง ก่อนที่ต่อมาแม่ก็เริ่มเห็นบางสิ่งที่ตรงกับเรื่องที่สามีของเธอเล่าให้ลูกฟัง

เป็นหนัง Netflix อีกหนึ่งเรื่องที่สามารถดูฆ่าเวลาได้ความยาวแค่ 1 ชมกับ 33 นาที ถือว่าไม่มากเกินไปสำหรับคนที่เวลาน้อยถึงแม้จะมีขัดใจบ้างในเรื่องการตีความของหนังที่อาจจะไม่ถูกจริตคนดูบางกลุ่มหรือแม้แต่พวกฉากระทึกต่างๆที่มันมีน้อยไปหน่อยไม่สมกับเป็นหนังที่เคลมตัวเองว่าเป็นแนวสยองขวัญขนหัวลุก แต่ถ้าใครที่ชอบแนวสโลว์เบิร์น​ไปเรื่อยๆคอยเสพบรรยากาศของหนัง เรื่อง The Wasteland อาจเป็นหนึ่งทางเลือกต้อนรับปีใหม่ที่ไม่เลวเลย

David And The Elves | เดวิดกับเอลฟ์ (2021)

David-And-The-Elves

David And The Elves เทศกาลคริสต์มาสก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เราก็ยังคิดถึงช่วงเวลานี้อยู่บ่อยๆ วันนี้เราเลยมีภาพยนตร์คริสต์มาสจาก เว็บ หนังชนโรง มาฝากกันค่ะ เรื่อง เดวิดกับเอลฟ์ หรือ David And The Elves เรื่องราวมิตรภาพและการผจญภัยของทั้งคู่ จะสนุกแค่ไหน ควรดูหรือข้ามดี เชิญไปติดตามกับรีวิวภาพยนตร์เรื่องนี้กันค่ะ

เดวิดกับเอลฟ์

David And The Elves ภาพยนตร์โปแลนด์แนว ตลก Comedy เป็นเรื่องราวของเอลฟ์ที่เหน็ดเหนื่อยและทำงานหนักได้หนีไปยังโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาพยายามจะสัมผัสประสบการณ์มหัศจรรย์แห่งคริสต์มาสด้วยความช่วยเหลือจากเด็กหนุ่มที่เพิ่งเป็นเพื่อนใหม่ คริสต์มาสกำลังใกล้เข้ามา แต่มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่มีความสุขสำหรับเดวิด หลังจากย้ายมาอยู่ในเมืองใหญ่ พ่อแม่ของเขาต้องจมอยู่กับงานและลืมความหมายของคริสต์มาสไป เดวิดตัดสินใจที่จะเปลี่ยนสิ่งนั้น ร่วมกับอัลเบิร์ตเอลฟ์ที่หนีออกจากดินแดนซานต้าเพื่อค้นหาว่าคริสต์มาสเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เดวิดออกเดินทางไปยังเทือกเขาทาทราที่ปู่ย่าตายายของเขาอาศัยอยู่ ในการเดินทางที่เต็มไปด้วยการผจญภัย

ในวันคริสต์มาสทุกคนต่างจัดงานปาร์ตี้กัน เหล่าผู้ช่วยงานซานต้าก็ได้ทำการเสกของขวัญ เพื่อที่จะได้ให้ซานต้านั้นไปแจกของขวัญให้เด็ก ๆ ส่วนซานต้ากับแฟนของเขาก็ได้เต้นระบำกัน เพื่อความสนุกสนาน ผู้ช่วยทุกคนก็ต่างอ่านจดหมาย และทำการถ่ายรายการไปด้วย ทุกคนต่างเต็มที่กับงานนี้มาก จากนั้นเมื่อได้เวลาที่ซานต้าแจกของขวัญ เขาก็ได้นำกวางมาตรวจดู แต่ดูเหมือนกับว่ากวางนั้น ไม่ค่อยจะมีแรงเท่าไร จึงทำให้ผู้ช่วยทั้งสองคน หาข้อแก้ตัวเกี่ยวกับกวางเพื่อช่วยกันปกปิดความผิด ตัดมาที่โลกมนุษย์ เมื่อมีเด็กชายคนหนึ่ง เขาเฝ้ารอที่จะได้เจอซานต้า ซึ่งตาของเขานั้นก็ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับซานต้าให้ฟัง แต่แล้วก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ได้ออกมาจากบ้านของเขา ซึ่งเขาดูมีความตื่นเต้นมาก แถมยังทักทายครอบครัวเด็กผู้ชายอย่างมีความสุข จากนั้นพ่อกับเด็กผู้ชาย ก็ได้พุดคุยกัน และมองไปบนดาว ซึ่งพ่อของเขานั้นบอกว่า ซานต้ากำลังเอาของขวัญมาให้ ทั้งคู่ก็เฝ้ารออย่างมีความหวัง 

ต่อมาครอบครัวของเด็กผู้ชาย ได้ย้ายไปอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งพ่อและแม่ของเขานั้น ได้แต่ทำงานจนไม่มีเวลาให้เขาเลย ซึ่งมันทำให้เขาน้อยใจเป็นอย่างมาก แต่พอบอกแม่ของเขาไป แม่ของเขาก็ได้แต่บอกว่าจะหาเวลามาให้ เช้าต่อมาเขาก็ได้ไปโรงเรียน ทางโรงเรียนนั้นได้จัดงานคริสต์มาส และเขาได้แสดงละครเวที แต่นั้นก็ทำให้เขาถูกเพื่อนแกล้ง จนทำให้เขาและเพื่อนทะเลาะกัน ซึ่งนั้นก็ทำให้คุณครูมาเห็นพอดี พอตกกลางดึก ผู้ช่วยที่อยู่กับซานต้านั้น เขาก้ได้มาหาเด็กหนุ่ม และได้เป็นเพื่อนกับเขา มันทำให้เขามีความสุข แถมยังได้เพื่อนใหม่อีกด้วย จากนั้นภรรยาของซานต้าก็ได้พูดคุยกับซานต้า ซึ่งซานต้านั้นเขาก็ไม่รู้จะทำยังอย่างไรเช่นกัน ทั้งคู่จึงคิดหาวิธีที่จะช่วยเด็กน้อยคนนั้น แต่แล้วก็ทำให้เกิดเรื่องขึ้น เพราะลูกชายของเขาได้หายออกจากบ้าน จึงทำให้พ่อแม่ของเขา ได้พบกับซานต้าและภรรยาของซานต้า จากนั้นทุกคนก็ได้ช่วยกันออกตามหา แต่แล้วพวกเขาก็หากันจนเจอ จึงทำให้พ่อแม่ของเขารู้ว่า เทศกาลคริสต์มาสเป็นเทศกาลที่สำคัญมาก ทุกคนต่างฉลองกันอย่างมีความสุข ส่วนซานต้าและภรรยาของเขาก็กลับไปยังโลกของเขา อย่างมีความสุขเช่นกัน

รีวิวหนังNetflix หนังเล่าเรื่องได้น่าสนใจ ทำให้เห็นความสำคัญของครอบครัว สอดแทรกมุขตลกไว้ไม่น้อย อย่างมุมมองที่ว่า คนจะคิดหรือมีปฏิกิริยาอย่างไร ถ้าเห็นลุงซานต้าปีนอยู่บนหลังคา หรือลุงซานต้าเข้ามาอยู่ในบ้านเวลาที่ไม่มีคนอยู่ เอาจริง ๆ มุมนี้ก็ไม่เคยคิดนะ รู้สึกหนังทำออกมาตลกดี

Road to Roma | เส้นทางสายโรม่า (2020)

Road-to-Roma (2020)

Road to Roma ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเป็นรายชื่อผู้เข้าชิงออสกาาร์ครั้งที่ 92 ที่ผ่านมา หนึ่งในรางวัลทางด้านภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก เว็บดูหนัง Netflix สตรีมมิ่งยอดนิยมประกาศความเกรียงไกรด้วยการมีหนังที่เข้าชิงทั้งหมดถึง 24 สาขารางวัล กลายเป็นผู้สร้างหนังที่มีหนังเข้าชิงออสการ์ปีนี้มากที่สุดเหนือค่ายหลักในอดีตของฮอลลีวู้ด หากนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ในปีก่อนหน้านั้นหนังจาก Netflix อย่าง Roma ก็เข้าชิงออสการ์ในปีนั้นสูงสุดถึง 10 สาขาด้วยกันเท่ากับเรื่อง The Favorite

Road-to-Roma

Road to Roma ภาพยนตร์แนว สารคดี Documentary เป็นเรื่องราวที่จะพาทุกคนย้อนเวลาไปนึกคิดถึงความทรงจำในช่วงวัยเด็กของผู้กำกับอัลฟอนโซ และได้สร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกด้วยที่รู้จักกันในนามว่าโรม่า ซึ่งเป็นผลงานที่ได้การันตีว่าเป็นผลงานระดับโลกอย่างออสการ์

เป็นเรื่องปกติที่ทาง Netflix จะทำสารคดีเบื้องหลังของหนังหรือซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จ ในส่วนของสารคดีเรื่องนี้มุ่งเน้นไปที่การสัมภาษณ์ อัลฟอนโซ กัวรอน ที่เขียนบทและกำกับ Roma เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครองได้จากหนังเรื่องนี้ เขาเล่าว่าวิธีการทำงานของเขานั้นเริ่มไอเดียจากการตั้งคำถามในสิ่งที่หมกมุ่นอยู่ ณ ขณะนั้น อย่างเช่นใน Gravity ปี 2013 หนังที่ว่าด้วยวิศวกรที่กำลังซ่อมดาวเทียมบนวงโคจรรอบโลกแต่ต้องเผชิญกับขยะอวกาศที่พุ่งชนพวกเขาอย่างรุนแรง ในช่วงนั้นอัลฟอนโซ หมกมุ่นอยู่กับเรื่องแรงโน้มถ่วง เขาตั้งคำถามหลายอย่างกับมันว่าจะเป็นยังไงถ้าหากเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นในพื้นที่ที่ไร้แรงโน้มถ่วง ในส่วนของโรม่า เขากำลังหมกมุ่นอยู่กับความทรงจำในวัยเด็ก กระบวนการแรกในการทำงานเรื่องนี้คือเขาเรียกให้ทีมช่างศิลป์มาประชุมและให้สร้างฉากในหนังตามความทรงจำของเขาด้วยการนั่งอธิบายและเล่าถึงความทรงจำ เช่น พื้นกระเบื้องต้องเป็นลายนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องหนักใจสำหรับทีมงานเพราะพวกเขาไม่ได้เห็นภาพในหัวของผู้กำกับ แต่สุดท้ายก็สามารถหากระเบื้องมาได้เพราะอัลฟอนโซเห็นมันในห้องน้ำสาธารณะและขอซื้อต่อ 

เขาใช้วิธีประกอบสร้างทั้งบ้านและบริเวณโดยรอบเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำเพื่อสามารถต่อยอดไปเขียนบทได้ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เมื่อเขาเห็นห้องนอนในฉากหรือพื้นกระเบื้อง มันทำให้เขานึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตชื่อ ลิโบ ลิโบเรีย ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของเขาในวัยเด็ก จึงทำให้เขามีไอเดียในการสร้างตัวละครหลักขึ้นมาอย่าง เกลโอ ที่นำแสดงโดย ยาลิตซา อปาริซิโอ เป็นการแสดงหนังครั้งแรกของเธอ นั่นเท่ากับว่าเรื่องราวของเกลโอที่เราได้เห็นในนั้นล้วนมีที่มาจากชีวิตของลิโบ ลิโบเรีย ทั้งสิ้น อีกหนึ่งความงดงามของหนังเรื่องนี้คือการถ่ายทำแบบ Long Take ในเหตุการณ์ชุลมุนและผู้คนพลุพล่าน เช่นฉากการจลาจลในเมืองที่มีความยาวราว 10 กว่านาที ฉากนี้ถ่ายทำเสร็จสิ้นเพียงแค่ 2 เทคเท่านั้น เพราะเป็นการวางแผนมาดีจากทั้งทีมงาน ผู้กำกับและหนังแสดง อีกซีนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือซีนการช่วยชีวิตเด็กๆ ที่เกือบจะถูกคลื่นทะเลซัด หนังถ่าย Long Take ตั้งแต่นั่งคุยกันบนชายหาดในช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ความยากของการถ่ายฉากนี้คือต้องห้ามพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะหนังต้องใช้แสงธรรมชาติและหากถ่ายเลท แสงอาจจะหมดและถ่ายทำต่อไม่ได้ รวมถึงนักแสดงต้องเล่นฉากอารมณ์ในขณะที่คลื่นซัดพวกเขา

โดยก่อนหน้านั้นเอง Roma ก็สร้างชื่อมาแล้ว เพราะกลายเป็นหนังที่เทศกาล หนังนานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสตัดสินใจไม่เลือกฉายในสายประกวดในฐานะที่มันสร้างโดย Netflix ซึ่งมีเงื่อนไขในการฉายพร้อมกันกับโรงภาพยนตร์ ตัวหนังจึงถูกเชิญให้ร่วมประกวดในเทศกาลหนังนานาชาติเมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี แทน ซึ่งก็สามารถคว้ารางวัลสูงสุดของเทศกาลอย่างสิงโตทองคำมาได้อย่างสมภาคภูมิ

 

A Castle For Christmas | ปราสาทคริสต์มาส (2021)

A-Castle-For-Christmas (2021)

A Castle For Christmas เดือนธันวาคมเป็นเดือนแห่งเทศกาลคริสต์มาส ในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะพากันตกแต่งสถานที่ให้เข้ากับบรรยากาศของเทศกาล และวันนี้เราก็มีกิจกรรมที่สามารถทำได้ทั้งครอบครัวมาฝากทุกคนค่ะ นั่นก็คือการเปิดเว็บ หนังชนโรง ดูภาพยนตร์แนวฟีลกู๊ด กับครอบครัวค่ะ

A-Castle-For-Christmas

A Castle For Christmas ภาพยนตร์แนว โรแมนติก Romance แสดงนำโดย บรุก ชีลส์,แครี เอลเวส ,ลี รอสส์ เรื่องของนักเขียนนิยายรักชื่อดังนามว่าโซฟี (Brooke Shields) ที่กำลังเจอปัญหาเรื่องงานขนานใหญ่ เธอเลยตัดสินใจหลีกลี้ความวุ่นวายเดินทางไปยังปราสาทแห่งหนึ่งในสก็อตแลนด์ ซึ่งปราสาทแห่งนี้มีความหมายต่อเธอครับ เธอเลยสนใจจะซื้อ แต่แล้วเธอก็ดันไม่ถูกกับเจ้าของปราสาทคนปัจจุบัน (Cary Elwes) ซะอีก เรื่องวุ่นๆ ปนรักๆ เลยเริ่มต้นขึ้น

เรื่องราวของนักเขียนโซฟี บราวน์ (รับบทโดบ บรุก ชีลส์) นักเขียนนิยายชาวอเมริกันชื่อดัง ที่ผลงานเรื่องล่าสุด “ลาก่อน เอมม่า เกลอ์ Goodbye Emma Gale”  เธอเขียนให้บทพระเอกสุดหล่อตายตอนสุดท้าย ทำเอาขัดใจแฟน ๆ ผู้อ่านอย่างมาก แม้แต่พิธีกร ดรู แบรี่มอร์ (รับบทโดยดรู แบรี่มอร์) เองก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจ จนเกิดเป็นกระแสแอนตี้นักเขียนอย่างเธอ บ้างว่าเป็นเพราะในปีที่ผ่านมาเธอหย่าขาดจากสามีจึงเอาความเคียดแค้นมาลงที่ตัวพระเอก ด้วยความกลัดกลุ้มใจและต้องการหลีกหนีจากดราม่าทั้งปวง  จึงตัดสินใจหนีไปสกอตแลนด์ ประเทศที่เธอผูกผันจากเรื่องเล่าในวัยเด็กของคุณพ่อ ที่มักจะเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับปราสาทดัน ดันบาร์ ปราสาทหลังโตงดงามในประเทศสกอตแลนด์ที่ครอบครัวคุณพ่อของเธอเคยทำงานเป็นคนสวนที่นี่มาก่อน และเมื่อไปเห็นกับตา เธอก็ตกหลุมรักมันเข้าอย่างจัง จนตัดสินใจซื้อเพื่อป้องกันไม่ให้มันถูกทำลาย แต่ปัญหาคือ ไมลส์ (รับบทโดย แครี เอลเวส) เจ้าของปราสาทแสนเจ้าอารมณ์ ผู้ประกาศขาย เกิดหวงแหนเปลี่ยนใจไม่อยากขายปราสาทขึ้นมา แต่ก็ต้องขอบคุณ เฮมิช สุนัขแสนน่ารักของไมลส์ ที่เหมือนเป็นคิวปิดตัวน้อยช่วยสานสัมพันธ์โซฟีกับไมล์ให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ซึ่งไมล์ตั้งเงื่อนไขให้โซฟี มาอยู่ที่ปราสาทจนกว่าจะคริสต์มาส แล้วเขาจะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะขายปราสาทให้เธอหรือไม่ 

ปราสาทคริสต์มาส

เรื่องราวจะลงเอยอย่างไรต้องไปรับชมกันต่อทาง Netflix จุดเด่นของหนังสไตล์นี้ก็ต้องยกให้ภาพบรรยากาศสวยๆ ค่ะ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไปถ่ายทำกันที่สก็อตแลนด์ ยอมรับเลยว่าโลเคชั่นเลือกมาได้ดี ไม่ว่าจะฉากชนบทที่แสนจะสวยงามบนความเรียบง่าย ตามด้วยปราสาทหลังงาม หรือทิวทัศน์โดยรอบก็ถือเป็นอาหารตาชั้นดีค่ะ ความสวยของธรรมชาติสามารถคลายอารมณ์เราได้อย่างพอเหมาะจริงๆ ซึ่งคนที่รับหน้าที่กำกับภาพนี่ก็คือ Michael Coulter ผู้อยู่เบื้องหลังงานภาพหนังรักอย่าง Four Weddings and a Funeral, Sense and Sensibility, Notting Hill และ Love Actually มาเรื่องนี้ก็ถือว่างานภาพของเขานี่ก็ช่วยเสริมอะไรดีๆ ให้กับหนังได้พอตัวทีเดียวค่ะ ส่วนหนึ่งอาจเพราะเขาเป็นชาวสก็อตช์ด้วย เลยสามารถจับภาพบรรยากาศของที่นั่นมาได้แบบกำลังดี (ฉากที่พระนางขี่ม้ากลางหิมะแล้วมีท้องฟ้าเป็นฉากหลังนั้นเป็นอะไรที่สวยมากจริงๆ และ ฉากที่พวกเขาจะไปตัดต้นคริสต์มาสกัน)

เราเชื่อว่าคนที่ติดตามหนังแนวนี้ก็น่าจะไม่พลาดหนังเรื่องนี้อยู่แล้วนะคะ แต่หากใครรู้สึกว่าหนังแนวนี้ของ Netflix ไม่ค่อยแนวสักเท่าไรก็สามารถข้ามไปได้ค่ะ โดยส่วนตัวเราชอบดูหนังโรแมนติกอยู่แล้ว ซึ่งยุคนี้สมัยนี้ก็หาหนังรักมาดูได้น้อย ไม่เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ยังมีให้ดูมากกว่านี้ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าตัวหนังคงยากจะดีถึงระดับหนังอย่าง Sleepless in Seattle, Notting Hill หรือ Love Actually ก็ตาม แต่ก็ถือว่าดูแก้ขัดค่ะ ซึ่งเราก็ไม่ผิดหวังนะ ดูเอาขำๆ ดูเอาบรรยากาศ